ก่อนอื่นต้องบอกว่านี่เป็นการเขียนบล็อกครั้งแรกในชีวิตและไม่ใช่การรีวิวสถานที่ท่องเที่ยวแต่เป็นการเล่าประสบการณ์การท่องเที่ยวแบบฉบับของเราเองเป็นการเที่ยวแบบไม่มีแพลนอะไรมากตั้งแต่การจองตั๋วละทริปนี้เกิดจากการจองตั๋วไปกลับดอนเมือง – โฮจิมินห์ได้ในราคา 1,590
บาท ซึ่งจองตั้งแต่เดือนกรกฎา โดยได้วันที่ 5-7 พ.ย. ตอนนั้นยังไม่รู้เลยว่าจะติดเรียนหรือสอบอะไรรึเปล่าแต่ด้วยความที่เน้นของถูกเข้าไว้เลยตัดสินใจจองเลยละกันจองคนเดียวเซ้ลฟ์มากก!! อยากมีทริปคนเดียวสักทริป
แต่เอาเข้าจริงพอเริ่มอ่านรีวิวต่างๆแล้วเริ่มรู้สึกหวิวๆ
พยายามหว่านล้อมคนโน้นคนนี้ให้ไปด้วยกันจนในที่สุดก็ได้เหยื่อมาหนึ่งคนนั่นก็คือนางฟ้าคนเดิมโมเดลของเราผู้ที่ยอมจ่ายค่าตั๋วแพงกว่า7ร้อยเพื่อไปด้วยกันซึ้งใจจริงๆทริปนี้เป็นทริปผัวเมีย (ฟ้าผัว) โดยมีแฮชแท็กคือ #chatfahhaehatrip และแล้ววันที่รอคอยก็มาถึง
 |
| เราเองกับกระเป๋าคู่ใจ ทั้งทริปเอาไปแค่นี้ พอ! |
 |
| เพื่อนร่วมทริป : นางฟ้าคนเดิมโมเดลของเรา |
เริ่มต้นทริปด้วยการขึ้นเครื่อง
แค่เริ่มต้นก็มีเรื่องเล่าแล้ว เรื่องมันมีอยู่ว่าเนื่องจากชัชฟ้าไปเช็คอินพร้อมกันเลยได้นั่งข้างกัน
ซึ่งเป็นที่นั่ง A
และ B พอไปถึงที่นั่ง อ้าว!ที่นั่งติดหน้าต่างซึ่งเป็นที่นั่ง A มีคนนั่งว่ะ
เป็นผู้หญิงวัยทำงานน่าจะ 20ปลายๆ นี่ก็ไม่แน่ใจดูตั๋วและตรงที่เก็บกระเป๋าอีกที
เอาล่ะ รูปหน้าต่างติดกับ A สุดละ คราวนี้
จิตวิญญาณแห่งการพิทักษ์สิทธิ์มาเต็มก็เลยพูดออกไปว่า “โทษนะครับ ตรงนั้นที่นั่ง A
ของผมนะครับ” นางหันมาแล้วตอบกลับว่า “ A ตรงนู้น”
พร้อมชี้ไล่จากที่นั่งริมมาเดินมาหน้าต่างว่า “ A B C ” หืมมม!(ในใจ) หันไปซุบซิบกับเพื่อน “A
มันริมหน้าต่างจริงๆนะ” เพื่อความชัวร์เลยไปถามแอร์ต่อหน้าพี่เค้าอีกทีและได้ความมาว่า
A คือริมหน้าต่าง โอเค นางยอมแพ้และออกมานั่งตรงติดทางเดินให้
จริงๆนี่นั่งตรงไหนก็ได้นะไม่ได้อยากดูวิวอะไรด้วยแต่เพราะคำว่า “พิทักษ์สิทธิ์”มันค้ำคอก็เลยต้องทำ
ขณะที่พี่เค้าเดินออกมานี่ก็แอบเห็นท่าทางเหมือนเค้าอยากนั่งริมหน้าต่างมาก
แอบเห็นความผิดหวังจากการดีใจได้เพียงชั่วขณะ แต่ก็นั่นแหละมาใจองใจอ่อนตอนนี้ก็ไม่ทันแล้วป่ะ
นั่งไปสักพัก เค้าก็มองมาทางริมหน้าต่างเรื่อยๆ จนหลุดทำพูดออกมาว่า“ไปเที่ยวกันเหรอ”ซึ่งคนที่คุยกับพี่เค้าก็คือ อีฟ้า
เพราะนั่งตรงกลาง นี่ก็ได้ยินบ้างไม่ได้ยินบ้าง แต่จับใจความได้ว่า
พี่เค้าเป็นคนเวียดนามมาอยู่ไทยได้เดือนนึง พูดไทยได้บ้าง (เพราะขณะคุยกันเค้าก็ฟังรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง)
บินมาจากอุดรและมาต่อเครื่องกลับเวียดนาม และก็ได้แนะนำตัวอะไรกันไป
และได้รู้ชื่อพี่เค้า พี่เค้าชื่อ เดฟ ถือเป็นเพื่อนร่วมทางคนแรกของทริป
ให้รู้สึกว่าทริปนี้มันนี้มัน“เปิด”เปิดรับประสบการณ์เปิดรับคนใหม่ๆ มันเริ่มเป็นการเดินทางที่หลุดออกมาจากอุดมคติของเราแล้วล่ะสิ
 |
| พี่เดฟ หญิงสาวชาวเวียดนามที่ทำให้เรารู้สึกผิดในการพิทักษ์สิทธิ์ |
หลังจากแยกย้ายกับพี่เดฟแล้ว
ก็ถึงเวลาที่เราต้องออกไปเผชิญสิ่งต่างๆกัน 2 คนแล้วสินะ
เริ่มจากแลกเงินดองก่อน เราแลกเงินไทยเป็นดอลล่ามาจากดอนเมืองคนละ 3,000 บาทแล้วตั้งแต่ดอนเมืองได้ 83 ดอลล่า
ก็เลยเอาเงินดอลล่ามาแลกเป็นดอง (VND) แลกคนละ 60 ดอลล่า ได้เงินดองมาประมาณ 1.3 ล้านดอง (1 บาท≈630 ดอง) แลกแล้วก็ไปซื้อซิม
(ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า ทริปนี้เป็นทริปหารสอง
ทุกอย่างหารเท่ากันทั้งหมด)
นี่เคยอ่านรีวิวเกี่ยวกับการหาซื้อซิม ราคาประมาณเท่าไหร่ ซิมไหนใช้ยาก
แต่พอไปถึงด้วยความที่ถึงประมาณ 3 ทุ่ม บรรยากาศดูมืดๆ ไฟไม่ชวนให้เดินเลือก
แต่ร้านขายซิมยังเปิดอยู่หลายร้านราคาส่วนใหญ่ก็มีตั้งแต่ 180,000 –
350,000 VND ข้างๆก็จะเป็นบริการเรียกแท็กซี่ หรือบางร้านก็เป็นร้านควบกัน
สุดท้ายก็หยุดอยู่ร้านนึง เค้าก็มีให้เลือกหลายราคา สรุปได้มาราคา 190,000 VND หรือประมาณ 300 บาท
ได้ซิมแล้วก็ไปหาแท็กซี่ ระหว่างเดินหาก็มีคนขับแท็กซี่มาถามไปไหน นี่ก็บอกว่าไป Vietsea
รถบัสไปดาลัต เค้าก็งงๆเลยเปิดรูปที่เซฟมาจากพันทิพให้เค้าดู
เค้ารู้และเสนอราคามา 8 ดอลล่า 15
นาทีถึง คิดในใจเกือบ 300 เลยหรือ ลองต่อดูละกัน 6 “ดอลล่าได้มั้ยพี่” เค้าส่ายหน้าและบ่นนิดหน่อย
นี่ก็ยื่นไปอีก 7 ดอลล่าล่ะ นางลังเลแต่ก็ตกลงในที่สุด
ก็พาเราไปขึ้นรถซึ่งเป็นรถยนต์ธรรมดาไม่มีป้ายหรือสัญลักษณ์อะไรที่บอกว่าเป็นแท็กซี่
ขึ้นแล้วรถก็ออกไป กำลังจะออกจากสนาบิมอยู่ละ พี่คนขับก็หยุดแล้วบอกว่า
มันต้องจ่ายค่าผ่านทางหรืออะไรสักอย่าง ตอนแรกฟังเป็นหมื่นดอง นางก็บอกไม่ใช่
ก็ถามไปถามมาคุยกันไม่รู้เรื่อง นางเลยขอดูเงินในกระเป๋าที่มี สรุปก็ไม่มีอยู่ดี
ก็เลยไม่รู้ว่าเท่าไหร่ นางก็พูดว่า change นี่ก็เข้าใจว่านางจะพาไปแลกเงิน
สรุปให้เปลี่ยนคันจ้า โดนแท็กซี่เทจ้า นางมาส่งที่เดิมแล้วชี้ไปบอกว่า taxi
meter โอเค เปลี่ยนก็เปลี่ยนเพราะดูเหมือนว่าจะไม่หยุดอยู่ที่ 7 ดอลล่าแน่ๆ อ่านรีวิวมาก็บอกว่าประมาณ 150 กว่าบาท
ลงจากรถก็ไปตามที่พี่คนขับบอกให้ไป ไป เหลือบไปเห็นมี 2 จุดที่คนเรียกแท็กซี่อยู่
แวะจุดแรกมีพนักงานใส่ชุดสีเขียวอยู่ 2 คน
นี่ก็เอารูปให้เค้าดูเค้าพยักหน้าแต่ก่อนเค้าจะเรียกแท็กซี่ให้ก็ขอดูบัตรอะไรสักอย่าง
ซึ่งไม่มีก็เลยต้องมาอีกจุด เพื่อเรียกแท็กซี่เอง
มาถึงปุ๊ปก็มีแท็กซี่มาจอดดีลกันเสร็จสับก็จัดการขึ้นรถไป พี่คนขับเป็นคนอารมณ์ดี
ชวนคุยตลอดทาง ถามว่ามาจากไหน นี่ก็บอกไปไทยแลนด์ ถามว่ามาครั้งแรกเหรอ
ใช่ครั้งแรก ขอดูรูปตลอดเพื่อความมั่นใจว่าจะไม่ไปส่งผิดที่พอแน่ใจก็ไปโลดเลยจ้าขับไปสักพักพี่เค้าก็บอกว่าสามารถเปิดหน้าต่างชมบรรยากาศรอบๆได้นะนี่ก็เปิดเลยจ้าเสียงแตรมาเต้มมมมบรรยากาศคึกคักมากจนต้องหยิบมือถือมาถ่ายคลิปเล่นกันสองคนและทันใดนั้นแผนที่คิดกันไว้ว่าจะเช่ามอไซด์ขับเล่นกันที่ดาลัดก็ต้องพับไปก่อนเพราะที่นี่เค้ารับรถกันคนเลนกับบ้านเราและดูจำนวนมอไซด์ที่เยอะกว่ายุง
ลองเปลี่ยนเป็นการเดินดูมั้ย และที่อ่านรีวิวมาก็บอกว่าสถานที่ต่างๆใกล้ๆกัน ประมา20นาทีที่เราอยู่บนรถในที่สุดเราก็มาถึงที่หมายของเรานั้นคือบริษัทรถบัสที่เราจะไปดาลัดนั่นเอง
รถจอดปุ๊ปนี่ก็เหลือบไปมองมิตเตอร์เป็นเลข4ตัว 3030
ตั้งแต่ขึ้นรถมาก็เห็น 110
ถามพี่คนขับก็บอกว่า 3แสนดอง มี 0 อีก 2 ตัว อ่อ ก็โอเค แพงอยู่กำลังจะหยิบเงินให้พี่เค้าก็มีใบสลิปขาวๆอีกหนึ่งใบมาให้ข้างล่างเป็นเลข200,000VNDนางบอกเป็นค่าธรรมเนียมจากสนามบิน เอิ่ม
เพื่อความแน่ใจลองถามอีกทีสิ๊ ตกลงทั้งหมด 5 แสน นางพยักหน้า
โอเค๊! เอากล้องมาถ่ายมิตเตอร์ไว้หน่อยละกันถ่ายเสร็จนางก็หันมาชวนคุยให้ระมัดระวังกล้องด้วยอาจจะมีคนมากระชากไปจากคอ
และก็ให้สำรวจสิ่งของต่างๆให้แน่ใจว่าจะตกหล่นอยู่บนรถนาง นี่ก็จ่ายเงินไปเสร็จ
ลงมาจากรถลองคิดเป็นเงินไทยซิเอา500,000หาร630 เท่ากับ 793 ว่ะ เค้าว่างี้ อิห่า!สติมาเลยจ้า โดนหลอก! โดนโกง!
อิชิบหายระยะทางจากสนามบินมานี่ใกล้กว่าฟิวเจอร์มา ม. อีก ครึ่งล้าน!!! บ้าไปแล้ว!! เฮ้ลโหลววว!!!
เฮลโล ฟอร์ม ดิ อาเทอะ ไซด์ แต่จะทำไงได้ล่ะ นางไปแล้ว หมุ่ย!! ไม่บายใจ!! First impression เสีย
ภาพตัวเองตอนคุยบนรถแท็กซี่ด้วยท่าทียิ้มแฉ่งที่บอกว่า “ไอคัมฟอร์ม
ไท่แลนนน” “เยส อิส ทิส เดอะ เฟิร์ส
ทามมม” ลอยเข้ามาในหัว จ้า!!! บอกเค้าหมดเลยโน๊ะ
รู้สึกเกลียดหน้าตัวเองที่สุดก็ตอนนั้นแหละ
 |
| first impression กับ ค่าแท็กซี่ครึ่งล้านดอง |
“ช่างเหอะ” เสียงจากเพื่อนรูปทริป
โอเคดึงสติกลับมาก่อนไปจองตั๋วไปดาลัดก่อน ไปเจอของ Vietsea นางบอกมีรถถึงเที่ยงคืนราคา13ดอลล่า(ในรีวิวบอกว่า 12 ดอลล่า และก็ของ Phuong Trangถูกกว่า)ก็เลยส่งยิ้มให้พนักงานไปหนึ่งทีและก็เดินออกไปหาที่ถูกกว่าเพราะเพิ่งบอบช้ำจากค่าแท็กซี่ครึ่งล้านมาทำให้เราต้องหาสิ่งที่ถูกกว่าให้ได้ข้างๆเป็นบริษัทสีฟ้าๆเห็นป้ายมีคำว่าดาลัดเลยเข้าไปถามดูนางบอกว่ามีรถอีกทีตอน7โมงเช้าเดินกลับมาผ่าน Vietsea ไปเจอ Phuong Trang
เข้าไปถามนางบอกว่ารถหมดแล้วเอาล่ะหิวก็หิวอยากหาไรกินสวยๆแถวนี้ก็เลยตัดสินใจกลับไปตายรังละกันโน๊ะกลับมาVietseaพนักงานที่เรายิ้มแปลกใส่ไป1ทีไม่อยู่แล้วเค้าท์เตอร์โล่งชิบห!!!ยังอุทานในใจไม่ทันจบก็มีพี่ผู้ชายมาถามว่าจะไปไหน
ก็บอกไปว่าจะไปดาลัดคืนนี้ นางก็เลยเข้าไปในเคาท์เตอร์เพื่อโทรติดต่อให้
และได้ความว่า รถหมดจ้า ชิบหายยย!!!
เอาไงดี เพิ่งโดนโกงมา รถจะไปดาลัดก็ไม่มี หมดกัน
ภาพที่ฉันวาดไว้ จะต้องอยู่ในโฮจิมินห์เพื่อรอเวลากลับไทยอีก 2 วันอย่างหงอยๆหรือ เลยหรืออ เลยฟรือออออ!!!!
ทันใดนั้นก็มีเสียงสวรรค์จากพี่ผู้ชายคนเดียว “ให้พบแนะนำอีกที่นึงมั้ย”
โอเคเลยพี่และก็เดินตามนางไป เอ๊ะ!คุ้นๆนางพามา Phuong Trang เอิ่ม เพิ่งมาเมื่อกี๊หนิ
เค้าบอกรถหมดด้วยพี่ผู้ชายคนนั้นก็เข้าไปคุยกับคนที่บอกเราว่ารถหมดคุยกันสักพักก็หันมายิ้มแล้วบอกว่าโอเคมีรถ หืมมมมมมมม (ในใจ)
ยังไงเนี่ยเพ่ไหนบอกทีแรกรถหมด (ในใจ) เอาล่ะ ไม่พูดพร่ำทำเพลงจัดไป 2 ที่ ราคาที่ละ 13 ดอลล่า รถออก 5 ทุ่มเหลือเวลาอีก 40 นาที หาไรกินก่อนละกัน เดินไปส่วนใหญ่เป็นร้านเหล้า จะเดินไปอีกก็กลัวตกรถ
เดินกลับมาเจอมินิมาร์ทเลยตัดสินใจเบาๆละกันโน๊ะ รองท้องไปก่อนเดี๋ยวก็นอนละจัดมามาม่าและนมถุง(ต้องเป็นนมถุงแบบกระดาษเท่านั้นเพราะไทยไม่ค่อยมี)
ในราคา 20,000 VND ประมาณ 31บาท นั่งกินไปด้วยความขมขื่นพยายามไม่คิดเรื่องค่าแท็กซี่
ถ่ายรูปเล่นไปไรไป จนถึงเวลาที่รถมาถึงก็ขึ้นไป เป็นรถนอน 2
ชั้นก่อนถึงต้องถอดรองเท้าโดยเค้าจะมีถึงให้ใส่รองเท้าและที่เก็บตรงบริเวณข้างๆที่นอนของตัวเองรถแล่นออกไปสักพักก็หันมามองเพื่อนร่วมทางที่กำลังจะหลับ
นางหันมาก็เป็นอันรู้กันว่า คิดเรื่องเดียวกัน “ไม่บายใจ”
นี่ก็พูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงแบบหงุดหงิด “ช่างมันเหอะ
เป็นค่าประสบการณ์ละกันโน๊ะ” ด้วยความไม่สบายใจกันทั้งคู่ก็เลย
ผลัดกันบ่น ผลัดกันปลอบ จนพอใจละแยกย้าย นอนโน๊ะ ตัดมาที่บรรยากาศในรถค่อยข้างร้อน
เพราะไม่ได้เปิดแอร์ (มารู้ที่หลังมาว่าสามารถเปิดจากข้างๆตัวเองได้)
ทางไปดาลัดต้องขึ้นเขาและค่อนข้างคดเคี้ยวมากโค้งขนาดไม่เห็นบรรยากาศข้างทางยังรู้สึกถึงแรงเหวี่ยงในการซัดโค้งได้อย่างสะพลึง
จนนอนไม่หลับ แต่ในที่สุดเราก็มาถึงดาลัดจนได้ในเวลาประมาณตีหน้าครึ่ง
 |
| บรรยากาศในรถ อยู่สวยมะ อยู่สวยยยย นิ |
ลงมาจากรถดาลัดต้อนรับเราด้วยอุณหภูมิ
17 องศา แม่เจ้า!! ไม่ได้สัมผัสอากาศหนาวๆแบบนี้มานาน
มันหนาวดีจริงๆ เนื่องจากทริปนี้ไม่มีการจองโรงแรมใดๆทั้งสิ้นเพื่อให้เข้าคอนเซป No
Stay Live Strong Save Stang การจะอาบน้ำก็มีเพียงห้องน้ำสาธารณะหรือตามสถานีต่างๆเท่านั้นว่าแล้วก็ไปดูห้องน้ำที่นี่ละกันจะได้อาบน้ำไปเข้าไปห้องน้ำ
เออะแค่สายฉีดก้นยังไม่มีเรื่องอาบน้ำก็ลืมไปก่อนละกันโน๊ะอากาศของหนาวในเบื้องต้นก็ล้างหน้าล้างตาไปก่อนละกัน
ทำภารกิจส่วนตัวเสร็จก็ได้เวลาออกไปพบโลกกว้างแล้วล่ะก่อนออกไปแวะจองตั๋วขากลับไว้ก่อนละกันกลัวรถหมดอีก
จองไว้ห้าทุ่มเหมือนเดิมซึ่งราคาแค่ 220,000 VND หรือประมาณ 350 บาท ซึ่งถูกกว่าขามาตั้งร้อยนึง
อาจจะเพราะพอคิดเป็นเงินดอลล่าเรทมันเลยสูงกว่าเดินออกจากสถานีรถบัสในช่วงที่หมอกค่อยๆจางทำให้เห็นเมืองข้างล่างที่ดูด้วยตาก็ไม่น่าจะใกล้มั้ง
เดินได้ก็เลยโอเค เดินกันเถอะ
เริ่มจากเดินขึ้นไปข้างบนไม่ไกลมากนักก็เจอจุดที่สามารถมองเห็นเมืองทั้งเมืองได้เห็นหอไอเฟลดาลัด(มีคนบอกว่าดาลัดเปรียบเสมือนฝรั่งเศสแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)ไม่ไกลลลเดินได้เพราะฉะนั้นแผนการท่องเที่ยวของเราแบบเด็ดขาดก็คือการเดิน
 |
| นั่นไงหอไอเฟล เดินไปได้มะ เดินไปด้ายยยย |
เราจึงตัดสินใจเดินลงไปในเมืองเพื่อไปยังหอไอเฟลเป็นการตั้งหลัก
น่าจะไปที่อื่นๆได้ง่าย
ระหว่างทางเดินลงก็กินลมชมวิวกับบรรยากาศข้างทางของเมืองแห่งดอกไม้แห่งนี้ด้วยความที่ยังเช้าอยู่และลักษณะภูมิประเทศที่เป็นเนินเขาเราจึงไม่ค่อยเห็นรถบนถนนเยอะเท่าโฮจิมินห์ตอนแรกเราวางแผนกันไว้จะลงไปหาอะไรกินในเมืองแบบข้างทางอารมณ์ประมาณแบบยุโรป
กินไปชมเมืองไปจิบชาร้อนๆ แต่ด้วยความหิวนิดๆบวกกับเดินผ่านร้านร้านนึงเป็นร้านเล็กๆน่าร่ารักๆมีเพิงยื่นออกมาบนฟุตบาทนิดนึง
มีโต๊ะเล็กๆ ก็เลยตัดสินใจร้านนี้ละกัน เดินดุ่มๆเข้าไปในร้านสั่งไงล่ะ
ถามเป็นภาษาอังกฤษเค้าก็อธิบายไม่ถูกเลยไปชี้ตรงโต๊ะคนที่กำลังกินอยู่รอบนี้ฟ้าเป็นคนดีลได้ความมาว่านางขาย2อย่างคล้ายๆก๋วยเตี๋ยวน้ำกับก๋วยเตี๋ยวลุยสวนเวอร์ชั่นยังไม่ห่อและในที่สุดฟ้าเจ้าแม่สวัสดิการของเราก็สั่งมาจนทั้งสองอย่างแบ่งกันกินและหารเท่า
รสชาติก็อร่อยดีนะแต่เนื้อที่กินนี่สิไม่รู้ว่าเป็นเนื้ออะไรแต่ความรู้สึกมันบอกไม่น่าจะใช่หมูหรือไก่
หรืออาจใช่แต่คนละสายพันธุ์กับบ้านเราแต่ช่างมันเหอะฟ้าบอกว่า“ผู้ไม่รู้ไม่ผิด”กินไปแล้วทำไงได้ล่ะที่นี่จะตั้งน้ำชาไว้ให้บริการตัวเอง
ชาที่นี่หอมมากจิบชาหอมๆบรรยากาศหนาวนี่ฟินเลยนะทั้งหมดนี้ราคา50,000 VND
หรือประมาณ 80 บาทตกจานละ40ถือว่าคุ้มค่ากับปริมาณและรสชาติ
 |
| ร้านเล็กๆ น่ารักๆ |
 |
| อาหารมื้อแรกของเรา เนื้ออะไรก็รู้ กินๆไปเหอะ |
กินเสร็จก็ได้เวลาออกเดินทางกันต่อเป็นการเดินที่ไม่มีแผนที่เดินไปเรื่อยๆ
เห็นเมืองอยู่ตรงนั้นแต่หาทางลงไม่ได้จนเดินไปถึงทางแยก ก่อนถึงแยกก็มีสัญลักษณ์ที่เราบอกให้ช่วยกันจำก็คือโชว์รูมมาสด้าถึงตรงนั้นมันเปรียบเสมือนทางแยกวัดใจเราต้องเลือกเดินเหลือบไปเห็นต้นไม้ใหญ่ๆเป็นแนวยาวเกาหลีๆตรงแยกบนสุดก็ไปทางนั้นละกันน่าจะเห็นวิวและมีที่ถ่ายรูปสวยๆเดินไปสักพักผ่านผู้หญิงคนหนึ่งท่าทางเหมือนกำลังรอรถและในแล้วเธอก็เดินตามเรามาพร้อมหัดมาพูดภาษาเวียดนามซึ่งฟังไม่ออกและก็เดินไปเรื่อยๆเธอก็เดินตามมาอีกพร้อมทั้งกระเป๋าและถุงใบใหญ่2ใบท่าทางเหมือนต้องการความช่วยเหลือนี่เลยทำท่าทาวกลับไปประมาณว่าให้ช่วยถือมั้ยเธอพยักหน้าและส่งถุงมาหนึ่งใบฟ้าจึงถือกันคนละข้างข้างนางใส่อะไรไว้ไม่รู้ข้างบนเป็นถุงพลาสติดหนาๆเป็นพับๆแต่ที่รู้มันหนักมากเดินมาได้สัก300เมตรเธอก็กล่าวขอบคุณและแยกย้ายจากเราไปโดยข้ามไปอีกฝั่งก็นึกว่ามีคนมารับหรือถึงจุดรอรถอะไรแล้วที่ไหนได้เธอยังเดินต่อไปเรื่อยๆจนเราไปถึงทางแยกอีกเธอก็เดินตรงต่อๆไปพร้อมสัมภาระอันหนักเหล่านั้นเราเดินมองคุณป้าคนนั้นมาจนถึงจุดที่เราคิดว่าเราต้องตัดสินใจอีกแล้ว
พอดีเห็นน้องผู้หญิงคนหนึ่งน่าจะยังเรียนอยู่ ม.ปลายเดินข้ามถนนมาก็เลยถามน้องเค้าไปว่าถ้าตรงไปนี่จะเจออะไรบ้านน้องบอกว่ามันไม่มีอะไรเลยฟ้าเลยหยิบแผนที่ท่องเที่ยวที่โหลดไว้ในมือถือมาดูเผื่อจะช่วยอะไรได้บ้าง
ในแผนที่มีหอไอเฟลอยู่ก็เลยชี้ให้น้องดูบอกว่าจะไปได้ยังไงน้องบอกต้องเดินกลับไป
อ้าว!กรรม! เดินมาตั้งไกล ทำไงดี?
กลับก็กลับ เดินมาไม่ถึง 2 เมตรก็ไม่สบายใจอีกแล้วเดินมาจะสุดจะยอมแพ้ได้ไง
ไป้!!!
 |
| เกาหลีพอมั้ยล่ะ? อิชิบหาย! เกือบตายเพราะป่าเกาหลีแล้ว ฮ่าๆๆ |
ตรงแยกลองเลี้ยวซ้ายละกันเผื่อมีทางลงไปในเมืองได้ก่อนจะเลี้ยวน้องผู้หญิงคนนั้นยังยืนอยู่เลยหันไปยิ้มให้น้องแล้วบอกว่าพี่ขอลองสำรวจดูละกันเลี้ยวมาปุ๊ปเป็นหมู่บ้านเดินเลาะมาเรื่อยๆจนถึงทางแยกอีกแล้วมองไปทางซ้ายเห็นหอไอเฟลแต่ก่อนจะเดินลงเห็นเป็นตึก1ชั้นดูเก่าๆข้างๆคล้ายเอาท์เล็ตมีลานจอดรถเลยคิดกันว่าน่าจะลองไปตรงนั้นดูพอมาถึงทางแยกก็ต้องตัดสินใจว่าถ้าไปซ้ายเจอหอไฟลไปขวาเจออะไรก็ไม่รู้แดดเริ่มร้อนก็เลยพักก่อนละกันโน๊ะมีแรงละไปทางซ้ายละกันในแผนที่บอกมีทะเลสาบด้วยไปนั่งพักผ่อนไปตั้งหลักละกัน เช่นเคยเดินไปซ้ายได้200เมตรเปลี่ยนใจไปขวาก่อนละกันและเราก็เจอสิ่งที่เราเห็นมาข้างบนเข้าไปดูให้เห็นสรุปนางคือสถานีรถไฟมีรถไฟจอดอยู่ก็คิดว่าคงเป็นสถานที่มาถ่ายรูปเล่นแหละมั้ง
บนรถไฟมีร้านขายน้ำด้วย มีการตกแต่งด้วยไม้ จัดไฟจัดแสงได้สวยน่านั่งพักฉ่ำๆ
ไปถ่ายรูปก่อนละกันค่อยกลับมานั่งพักฉ่ำๆพอถ่ายรูปเสร็จก็มานั่งฉ่ำๆสวยๆสั่งชากับโยเกิร์ตใส่น้ำแข็งมาแก้วละ15,000VNDหรือประมาณ 24 บาท ฉ่ามมม
 |
| มันเลิศนะคะคุณ |
ยังฉ่ำไม่ทันสุดก็ได้ยินเสียงรถไฟติดเครื่องและเสียงก็เลยถามคนขายว่ารถไฟจะไปไหนนางบอกไป
7 กิโลแล้วกลับมาถ้าไปยังทันไปซื้อตั๋วข้างหน้าเอาล่ะมาถึงที่ละไปหน่อยละกันรีบดูดน้ำเก็บสัมภาระแล้ววิ่งไปซื้อตั๋วได้ตั๋วมาในราคาคนละ
124,000 VND หรือประมาณ 197
บาทจากนั้นก็ขึ้นรถไฟท่องเที่ยวของเราไป บรรยากาศรอบทางก็ไม่มีไรในมากนะแต่ทีเด็ดคือบนรถมีพนักงานบริการกาแฟอยู่ตรงช่วงรอยต่อรถเห็นคนเค้ากินกันก็ไปเอามากินมั่งพิทักษ์สิทธิ์อีก ซื้อตั๋วแล้วต้องเอาให้คุ้ม กาแฟเป็นกาแฟร้อนในแก้วเล็กๆ
แต่ความเข้มของกาแฟไม่เล็กเลย ตาสว่างทั้งทริปแน่
 |
| ความคุ้มค่าบนหลักการพิทักษ์สิทธิ์ |
นั่งรถไฟมาใกล้จะสุดสายพนักงานก็มาบอกว่าจะจอดให้ลงเที่ยว
45 นาทีบริเวณโดยรอบก็จะมีวัด รถไฟจอดปุ๊ป
ในเบื้องต้นก็เปลี่ยนชุดหน่อยละกันเพราะชุดที่ใส่เป็นชุดนอนค่อนข้างหนาอากาศร้อนไม่ได้กลัวโดนจับติดว่าไม่อาบน้ำเลยน้าาาา จริงๆ
อะเปลี่ยนชุดเสร็จละก็ได้เวลาไปวัดกันเถอะ เข้ามาข้างในก็เป็นวัดจีนชื่อวัดอะไรก็ไม่รู้อ่านไม่ออก
มีเจดีย์ที่เป็นศิลปะแบบจีน ขึ้นไปบนเจดีย์สามารถเห็นวิวโดนรอบได้
มันสวยมากสวยจนถ่ายรูปกันจนเกือบหมดเวลาที่เค้าให้ วิ่งสิคะรอไรวิ่งกลับไปสถานีรถไฟวิ่งใกล้ๆจะถึงก็ได้ยินเสียงแตรรถไฟเอ้า!!เร่งสปีดจนมาขึ้นรถไฟทันแล้วก็กลับมายังสถานี เหนื่อยก็พัก
อากาศเริ่มร้อนบวกกับพลังงานที่เสียไปกับการวิ่งเมื่อกี๊ก็เลยนั่งพักนับเงินเติมกันแดด วางแผนคร่าวๆ จนถึงแก่เวลาอันสมควรเดินต่อไปตามแผนที่ท่องเที่ยวแล้ว(ซึ่งก๊อบมาจากพันทิพ)เราจะไปเจอทะเทสาบ
 |
| วิวสวยจนเกือบตกรถ |
เดินจ่ะเดินต่อไป
ระหว่างทางเจออะไรทอดๆรูปร่างแปลกๆเลยซื้อถามและได้ความว่านางคือกล้วยและมันฝรั่งถามแล้วก็ซื้อเลยละกันอย่างละชิ้น 10,000 VND เดินมาถึงทะเลสาบนั่งพักใต้ต้นไม้ร่มๆถ่ายรูปถ่ายไรจนพอใจก็ออกเดินทางต่อจ้า
เดินมาเจอสวนอะไรสักอย่างมีดอกไม้และต้นไม้เยอะดีแวะหน่อยละกันถ่ายรูปอีกเดินมานั่งที่ศาลาเจอคุณป้า3คนเหมือนกำลังนั่งพักจากงานเหมือนกัน
เห็นป้าๆใส่หมวกกันทั้ง 3 คน
เป็นหมวกเวียดที่เราอยากใส่และคิดไว้ว่าทริปนี้ต้องได้ใส่ก็เลยลองไปขอคุณป้าดูด้วยภาษาท่าทางป้าก็ให้มาใส่ละขอถ่ายรูปกับป้าสองคนดูเหมือนว่าจะเขินๆกัน จะไม่ยอมถ่ายด้วยบ้าง
หัวเราบ้าง แต่ในที่สุดก็ถ่ายด้วยกันและเมื่อถ่ายเสร็จก็ขอดูรูปด้วยความตื่นเต้นและเขินๆดูน่ารักสดใสไปอีกแบบ
เป็นอันว่ามิชชั่นในสวนแห่งนี้คอมพลีสแล้ว ข้างๆสวนมีป้ายห้าง BIG C อยู่ อะ เข้าไปตากแอร์ฉ่ำๆหน่อยละกัน ผิดคาด!!
ในห้างไม่มีแอร์ แต่ก็ไม่ร้อนมาก เข้าห้องน้ำทำธุระเสร็จก็ลองเดินดูรอบๆ
จนขึ้นมาสุดชั้นสามารถออกมาข้างนอกได้ ซึ่งบรรยากาศข้างนอกเย็นกว่าข้างใน เอาล่ะนั่งพักตรงนี้อีกละกัน
ดูเหมือนเท้ามันอยากหายใจบ้างแล้วล่ะสิ เอาล่ะ มาถอดถุงเท้ากัน
ถอดแล้วก็จัดการทาแป้งให้น้องเท้าหน่อยละกัน
เปลี่ยนชุดให้น้องเท้าด้วยจะได้สดชื่นๆ
 |
| ให้ภาพเล่าเรื่องละกัน |
หอไอเฟลอยู่ตรงนั้นเดินต่อไปกันเถอะเดินตามแผนที่มาจนสุดทะเทสาบก็จะเห็นหอไอเฟลที่ตามหา ใกล้ๆจึงรู้ว่านางคือเสาสัญญาณ3Gของค่ายไรสักอย่างนี่ฉันกำลังตามล่าหาเสาสัญญาณหรือนี่แต่ก็เก๋ดีนะพอดูจากมุมที่มีรถผ่านไปมาต่อหน้าจำนวนมากก็อดไม่ได้ที่จะหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายรูปหลายๆมุมเดินออกมาเรื่อยๆก็จะเห็นโบสถ์ไก่อยู่
 |
| ไอเฟลแบบใกล้ๆ |
ใกล้ๆในแผนที่ยังบอกเราอีกว่าใกล้ๆจะเจอตลาดโอเคจ้ามีคนเคยบอกว่าเราสามารถเรียนรู้วัฒนธรรมท้องถิ่นได้จากตลาด ไปเลยจ้า
ไปเรียนรู้กันแล้วค่อยเดินกลับไปโบสก์ไก่
มาถึงตลาดระหว่างทางก็เจอร้านขายผลไม้เต้มม
ผลไม้ยอดฮิตคงหนีไม่พ้นสตรอเบอรี่เคยอ่านริวิวมาเค้าบอกว่าที่นี่ถูกประมาณกิโล30บาทไปเจอร้านนึงแวะถามเค้าบอก 30,000 VND หันมาคุยกัน
แม่ค้าเลยพูดว่า “สามหมื่น” โอเค แสดงว่าคนไทยมาบ่อย
แพคเกจจิ่งดูน่ารักเป็นกล่องกระดาษแต่สรอเบอรี่นี่สิดูไม่สดจากไร่บวกกับการหยิบใส่กล่องแบบโยนๆทำให้สุดท้ายเหลือสรอเบอรี่ที่ได้ไปต่อเพียงไม่กี่ลูก
เดินเข้ามาในตลาดจะเจอเป็นตลาดสดและขายพวกเสื้อผ้าเสียมากกว่าในแผนที่ยังบอกอีกว่าเราจะเจอซอยขนมเบื้องญวนข้างๆ
 |
| ตลาดที่ว่า |
แต่ขณะที่จะไปซอยขนมเบื้อญวณก็ได้สะดุดตากับร้านขายของที่จะมีวางพวกเครื่องในไก่โดยเฉพไข่ที่ยังติดกับตัว
ก็ได้เวลาอาหารเย็นแล้วด้วยไงก็เลยร้านนี้ละกัน มีก๋วยเตี๋ยวกับโจ๊ก
เช่นเคยอย่างละ 1 กินด้วยกัน ราคาชามละ 20,000 VND บอกเค้าเพิ่มไข่ด้วยก็จ่ายเพิ่มอีก 5,000
รสชาติและปริมาณถือว่าคุ้มค่าแต่ติดตรงที่เค้าจะใส่ใบอะไรสักอย่างลงไป
ถ้ากินโดนใบนั้นก็จะทำให้รสชาติเสียด้วยความที่ไม่คุ้นด้วยมั้งแต่โดยรวมก็ถือว่าโอเค
การจัดร้านส่วนใหญ่ที่นี่จะเป็นโต๊ะและเก้าอี้ตัวเล็กๆ สังเกตมาหลายร้านละจะเป็นแบบนี้
หรือแม้กระทั่งโถฉี่ก็จะมีการในระดับที่ต่ำกว่าที่ไทยอยู่พอสมควรจึงอนุมานได้ว่า
คนเวียดนามเป็นคนตัวเล็ก หมายถึงเฉพาะรูปร่างลักษณะทางกายภาพภายนอกอย่างเดียวนะ ฮ่าๆๆ
นอกจากโต๊ะเก้าอี้เล็กๆแล้ว ร้านอาหารโดยเฉพาะร้านน้ำชาจะมีการจัดโต๊ะให้หันออกด้านถนน
ตลอดการเดินจะพบเห็นคนเวียดนามนั่งจิบฉาหันหน้าหาถนนบ่อยมาก
ถือเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งที่ดูอบอุ่นไปอีกแบบนะ อะมีเรื่องเล่าอีก
ตอนกินก๋วยเตี๋ยวนี่ก็กินกันไปได้สักพัก จู่ๆก็มีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น
มีค้าและคนอีก 3-4 คนวิ่งมาเก็บโต๊ะเก้าอี้ต่างๆกันอย่างรวดเร็ว
เหตุการณ์มันเกิดขึ้นเร็วมากชนิดที่ว่าตลาดร่มหุบต้องมาดูงาน หันไปอีกทีเกลี้ยง
ทำไงดีล่ะยังกินไม่เสร็จ
พี่ผู้ชายคนที่มาช่วยเก็บร้านก็บอกว่าให้นั่งกินต่อได้นี่ก็กล้าๆกลัวๆ
หิวก็หิวเสียดายก็เสียดาย ทันใดนั้นก็มีรถจิ๊บมาหนึ่งคันพร้อมชายชุดเขียว 3 คนลงมา อนุมานได้ว่าน่าจะเป็นเทศกิจซึ่งก็มาเดินตรวจตราต่างๆอยู่สักพักจนพวกเรากินเสร็จก็ยังไม่กลับนี่ก็เลยหันไปหาพี่คนที่มาช่วยเก็บของคนนั้นเพื่อจะจ่ายเงิน
ตอนจ่ายนี่รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังกินสิ่งผิดกฎหมายอยู่ต้องแอบจ่ายเงิน
นี่ถ้าโดนส่งกลับประเทศเพราะมานั่งกินก๋วยเตี๋ยวคงจะตลกน่าดู
 |
| ก่อนเทศกิจลง |
 |
| หลังเทศกิจลง |
ถึงงมาก กะเทยมาก อีผี
ตอบลบ