วันศุกร์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

เที่ยวด้วยลำแข้ง : เวียดนาม 2 เมือง 3 วัน 4 พันบาท (รวมตั๋วเครื่องบินไป-กลับ) Part 2



               สวัสดีโฮจิมนห์ เริ่มต้นเช้าวันใหม่ด้วยการเซอร์ไพรส์เลย "เซอร์ไพรส์....ที่นี่ที่ไหนเหรอแก ทำไมไม่เหมือนตอนที่เราขึ้นรถเมื่อวานซีนเลย" คนละที่กันจ้าา นางพาเรามาส่งที่ไหนก็ไม่รู้ แต่ที่รู้ๆคือโฮจิมินห์นี่แหละ เป็นบริษัทของ Phuong Trang แต่คนละสาขากัน โอเค ไม่เป็นไร มีสติรู้ตัว ค่อยๆคิดละกัน เอาเป็นว่าตอนนี้ไปทำธุรส่วนตัวกันก่อน 2 คนผลัดกันไปเข้าห้องน้ำล้างหน้าล้างตา ไม่อาบน้ำอีกเช่นเคย ไม่อาบน้ำไม่เป็นไรแต่ชุดต้องเปลี่ยน เอาล่ะ เสร็จละ เปิดแผนที่ท่องเที่ยวที่เซฟมาจากรีวิว จุดมุ่งหมายของเราก็คือ ตลาด Ben Tahm  เปิด map ดู ไกลจากจุดที่เราอยู่ประมาณ 5 กิโล ไหววว เดินไหววว ไป๊!! เดิน!!

                  ระหว่างทางที่เราเดินนั้นก็จะได้พบกับบรรยาศรถราวิ่งไปมา เสียงแตรสนั่นหวั่นไหว เสียงแตรที่นี่คนละอารมณ์กับบ้านเราเลย เป็นเสียงแตรให้สัญญาณว่าฉันมาแล้วนะ ฉันมาทางนี้ เธอหลบไป เหมือนเป็นการให้สัญญาณซึ่งกันและกัน เพราะที่นี่จะไม่ได้มีสัญญาณไฟจราจรทุกแยกเหมือนบ้านเรา จะมีเฉพาะแยกชุมชนหรือแยกที่มีคนข้ามถนนเยอะๆ เพราะส่วนใหญ่ที่เจอจะเป็นสัญญาณไฟเพื่อให้คนข้ามถนนเสียมากกว่า การข้ามถนนที่นี่ก็ค่อยข้างแปลกและต้องใช้ความกล้าพอสมควร เพราะถ้ารอให้รถหมดคงไม่ข้ามแน่ๆ อีกอย่างคือ รถจะไม่จอดหรือชะลอให้เราข้ามถนน ใครจะข้ามก็ข้ามไป แต่รถจะหลบเอง
ถ้าเจอสัญญาณไฟ การข้ามถนนก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป
                  นอกจากบรรยากาศการสัญจรไปมาของมอเตอร์ไซต์และเรายังสามารถพบเจอบรรยากาศการนั่งจิบชาเบาๆ เม้าท์มอยแบบบอยๆ (เพราะส่วนใหญ่จะเป็นผู้ชายที่นั่งจิบชา) การจัดโต๊ะส่วนใหญ่จะจัดแบบให้นั่งฝั่งเดียวคือฝั่งหันหน้าหาถนนชมรถวิ่งไปมาดูไปก็แปลกตาดีหรือมันจะเป็นศิลปะก็ได้ นอกจากหมวกเวียดนามก็มีนั่งจิบชาหันหน้าหาถนนนี่แหละที่ถือเป็นสัญลักษณ์ของเวียดนาม
ขนาดร้านชานมไข่มุกยังใช้แพทเทิร์นเดียวกัน เก็บทุกเม็ดจริงๆ
                      ยังคงเดินมาเรื่อยๆด้วยอุณภูมิ 30 กว่าองศา สภาพภูมิอากาศบวกกับการใช้งานเท้าเมื่อวานที่หนักไปทำให้เริ่มรู้สึกเหนื่อยๆ พักได้พัก แต่ในที่สุดเราก็มาถึงแลนด์มาร์กแรกของเรานั่นก็คือ ตลาด Ben Tahn ซึ่งก็ไม่รู้หรอกว่ามันคือตลาดอะไร เข้ามาปุ๊ปก็เจอพวกเสื้อผ้าเต้มมมมม เอาล่ะ ไม่ได้ตั้งใจจะมาช็อป เดินดูเฉยๆละกันโน๊ะ เดินไปคิดไป นี่เรามาตามหาพาหุรัดเวียดนามหรือเนี่ย เอานาถือซะว่ามาตั้งหลัก กำลังจะออกจากตลาดก็เริ่มเห็นพวกขนมอบแห้ง จนเดินไปเจอโซนอาหาร ร้านแรกที่เจอก็เป็นร้านแหนมเนืองเลย โอเคร้านนี้แหละ มื้อเช้าของเรา
พาหุรัดเวียดนาม
                     
โซนอาหาร แวะร้านแรกใกล้สุด หิวสุด

            ร้านที่เราแวะนี้เป็นร้านขายอาหารเวียดนามพวกแหนมเนือง ป่อเปี๊ยะ และต่างๆ นี่ก็ขอเมนูเปิดไปซุบซิบไป นี่มั้ยมึง นี่ดีกว่า แหนมเนืองคืออันไหนวะ ทันใดนั้นคุณป้าแม่ค้าก็มาชี้แล้วบอกว่า แหนมเนิ้ง "อ่อ แหนมเนือง" หืม ทำไมมีแค่นี้ล่ะ? ไหนผัก ไหนแผ่นแป้ง มีแค่หมูเองหรือ ไม่รู้ว่าแหนมเนืองที่แท้จริงของเวียดนามเป็นไง แต่ที่ร้านนี้มีแค่หมูจริงๆ ดังนั้นเราจึงสั่งอีกชุดนึงที่มีผักละดูน่าจะเทียบเคียงกับแหนมเนืองบ้านเราที่สุดละ รสชาติวัดกันตรงน้ำจิ้ม ซึ่งน้ำจิ้มเป็นน้ำจิ้มเปี้ยวๆออกส้มๆทั่วไป ไม่ได้มีถั่วป่นหรืออะไรอย่างบ้านเรา หรือนี่อาจจะไม่ใช่แหนมเนืองก็ได้ ช่างมันเหอะ เอาเป็นว่าอิ่มไปหนึ่งมื้อ ระหว่างที่กินอยู่ป้าแม่ค้าก็เอาผ้าเย็นมา 2 ผืน ก็คิดในใจ ที่นี่แปลกเนอะมีผ้าเย็นไว้บริการตอนกินข้าวด้วย เพราะตอนกินข้าว the last supper ที่ดาลัดก็มีผ้าเย็นมาเสิร์ฟเหมือนกัน แต่พอจ่ายเงินเท่านั้นแหละ ต้องจ่ายค่าผ้าเย็นด้วยจ่ะ โอเคแก จ่ายก็จ่าย ราคาผืนละ 2000 ดอง หรือ 3 บาท ให้อภัยได้ ไม่กล้าเถียงคุณป้าด้วย เพราะจากที่คุยกันดูป้าเสียงแข็งๆไปนิด ถึงคำพูดหรือเจตนาป้าไม่ได้ดุอะไรก็เถอะ แต่ด้วยความที่เราเป็นคนอ่อนไหว แพ้คนเสียงแข็ง เอาเป็นว่าจ่ายตังค์แล้วยิ้มใส่ป้าสวยๆละกันโน๊ะ
แหนมเนิ้ง(ด้านขวา) มีแค่นี้จริงๆ

เรียกว่าแหนมเนืองได้ยัง

                 
                       ออกเดินทางกันต่อ เปิดแผนที่ไปไหนดี เถียงกันอยู่นานจนได้ข้อสรุปเป็นที่ทำการไปรษณีย์กลางละกันส่งโปสการ์ดนั่งพักไรว่าไป โอเค ไปไปรษณีย์ เดินไปเรื่อยๆใน map เจอเป็นจุดสำคัญๆจุดหนึ่งเขียนว่า Museum of Ho Chi Mihn City อ่าม แวะหน่อยละกัน เก็บแต้มก่อนจะได้รู้สึกว่าได้เจออะไร เข้าไปซื้อตั๋วกันคนละ 15,000 VND เข้าไปในพิพิธภัณฑ์จะเป็นเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ตั้งแต่สมัยเมืองยังชื่อ Saigon หรือที่คนไทยเรียกกันว่า ไซง่อน พิพิธภัณฑ์มี 2 ชั้นและก็มีชั้นใต้ดินเป็นการจำลองหลุมหลบภัยสมัยสงครามเวียดนาม ใช้เวลากับที่นี่อยู่นานพอสมควร แต่หมดไปกับไปการพักเสียส่วนใหญ่เพราะส่วนตัวไม่ได้เป็นชื่นชอบในวิชาประวัติศาสตร์สักเท่าไหร่ รู้สึกไม่อิน ไม่ทัช ก็เลยถ่ายรูปเล่น พักผ่อนจนฮึดสู้เดินต่อไป
Museum of Ho Chi Mihn City
ถ่ายรูปเล่น เปิดประตูหน้าต่างว่าไป
ระหว่างทางเดินเจอรถอะไรก็ไม่รู้ สวยแปลดี ถ่ายไว้ละกัน
                          เดินมาเรื่อยๆในที่สุดเราก็เจอที่ทำการไปรษณีย์ เย้! แต่ก่อนเจอไปรษณีย์เราเจอโบสถ์ตั่งตระง่านกลางถนน ทุกสายตาจากทุกมุมต้องจับตาหันมองไปทางนั้น จริงๆก็ไม่ได้ตั้งอยู่กลางถนนนะ แต่ด้วยมุมที่เรามองตอนนั้น มึงทำให้ต้องหันไม่มองทางนั้นจริงๆ เอาล่ะ ค่อยเข้าไปถ่ายรูปละกันโน๊ะ ตอนนี้ไปส่งโปสการ์ดก่อน ซึ่งผู้ที่เราจะส่งโปสการ์ดให้นั้นมีเพียงหนึ่งเดียว คือผู้ชนะจากเกมโพสที่อยู่หน้าวอลนั่นก็คือ ผู้ใช้ Facebook นามว่า Phongsathon Chankaew เรามาถึงที่ทำการไปรษณีย์ใน map เขียนว่า Saigon Central Post Office ถึงแม้ว่าเมืองนี้เปลี่ยนชื่อเป็นโฮจิมินห์แต่เราก็ยังสามารถพบเห็นชื่อสถานที่เป็นชื่อไซง่อนได้ทั่วไป
 Saigon Central Post Office 


โบสถ์ที่ว่า ปล.ขออภัยที่ไม่สามารถถ่ายให้ออกมาตระง่ายได้


ที่ทำการไปรษณีย์ที่ว่าแน่ยังแพ้หน้าอิฟ้า
เขียนเสร็จแล้วก็ต้องประทับตรา
                           ส่งโปสการ์ดเสร็จแล้วก็กำลังจะไปถ่ายรูแหน้าโบสถ์เพราะเห็นคนไปถ่ายกันเยอะ ก่อนจะข้ามนางฟ้าของเราก็ได้เกิดฉงนสนเท่ห์ในการขนมของพ่อค้าคนหนึ่ง ขนมก็เป็นขนมวงธรรมดาๆทั่วๆไปนี่แหละมีถั่วมีงา แต่กิมมิกอยู่ที่การนำถาดขนมมาทูนเอาไว้บนหัว และลักษณะการจัดวางขนมก็เป็นรูปทรงพีระมิด อยากอุดหนุน ซื้อ! ไป๊! โอเคได้มา 3 ลูก ราคา 50,000 VND หรือประมาณ 80 บาท แม่เจ้า แพงดีจัง แต่เราไม่ยอมจ่ายเงินเพื่อซื้อขนมแค่ 3 ลูกแน่ๆ เพราะฉะนั้นขอถ่ายรูปจ่ะ เริ่มจากถ่ายรูปกับพ่อค้าก่อน เก็บไว้เป็นที่ระลึก แต่นางอัพจ้า หรืออาจจะเป็นบริการหลังการขายก็ได้มั้ง เอาถาดมาวางไว้บนหัวอิฟ้าจ้า สนุกแหละงานนี้ ถ่ายรูปไปเห็นเพื่อนทำหน้าหนักมาก นี่ไม่เชื่อ! พระพุทธเจ้าสอนไว้ตามหลักกาลามสูตรว่าด้วยความเชื่อ 10 ประการ เอามั่ง!ถ่ายมั่ง เอามันมาลงไว้บนหัวเลยเพ่ มาเลยยย! เป็นไงล่ะ หนักมากกก พ่อค้าบอกว่าประมาณ 30 กิโล โอเคเชื่อแล้ว แต่ความรู้สึกตอนที่พ่อค้ากำลังวางถาดไว้บนหัวคิดว่าตัวเองเป็นแนท อนิพรณ์ กำลังรับมงต่อจากแอลลี่ เข้าใจถึงภาระอันหนักอึ้งของนางงามก็ตอนนี้แหละ หลังจากนั้นเราจึงเรียกมันว่าขนมมง
30 โลเบาๆ
3 ลูก 80 เบาๆ


ที่ตรงนี้ ยังเจอน้องๆม.ปลายมาทำโปรเจกเกี่ยวกับการรณรงค์ไม่ให้ทิ้งขยะ โดยการผูกริบบิ้นสีเขียวไว้ให้เป็นเตือนใจเวลาจะทิ้งขยะออกจากกระเป๋า น่ารักกกก >< 
ก็ไม่มีไรนะ ทำไมคนชอบไปถ่ายจัง หรือเราถ่ายไม่เป็นเอง --"
ตั้งใจจะถ่ายภาษาเวียดนามตรงฐานนั่นคิดว่าน่าจะเป็นชื่อโบสถ์เอาไว้เผื่อเช็คอินตอนลงรูป แต่เดี๋ยว น้องผู้ชายคนนั้นมาได้มาไงอะ เดี๋ยวก่อน! พักก่อน! ไม่ต้องจิกขนาดน้านนนน

                    Next station is หุ่นกระบอกน้ำ นี่ก็ไม่เคยรู้จักหรือมีความอยากดูอะไรหรอก ฟ้าก็เช่นกัน แต่ไหนๆก็มาแล้วถือซะว่ามาดูให้เห็นถึงที่เลยละกัน เพราะดูในรีวิวมาเค้าบอกว่านางชนะเลิศระดับเอเชีย โอเค เดินต่อไปตาม map ไป เดินไปเรื่อยๆเจอสวนสัตว์ขนาดใหญ่ก็เลยตกลงกันว่า ถ้าไม่มีรอบการแสดงก็มาสวนสัตว์ละกัน เดินไปตามทางของ  map ทุกอย่าง ไม่ออกนอกลู่นอกทาง จนเลยมาจุดที่เขียนว่า Golden Dragon Theater ไหนล่ะโรงละคร ไหนล่ะหุ่นกระบอกน้ำ ยืนงงอยู่นานจนหันไปเจอ
ซุ้มขายตั๋วก็เลยไปถามเค้าปรากฏว่า เค้าแสดงกันที่พิพิธภัณณ์ประวัติศาสตร์พนักงานขายตั๋ว
บอกให้เดินกลับไป 
                   เดินมาเรื่อยๆตามพนักงานบอกจนมาเจอพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ แต่ตอนนี้ตรงซุ่้มขายตั๋วบอกว่าเปิดบริการอีกทีตอนบ่ายโมงครึ่งตอนนี้เป็นเวลาเที่ยงตรงอีกชั่วโมงครึ่งมาใหม่ละกันพี่ที่ซุ้มบอกเรา และได้ถามเราว่ามาจากไหน ก็บอกไปไท่แลนนนน พี่เค้าก็เลยบอกว่า โอ้ว ไทยแลนด์ ไอเลิฟฟุตบอลไทยแลนด์ และแอบเห็นพี่เค้ายิ้มแปลกให้ ซึ่งตอนนั้นแอบกลัวนิดนึง เพราะถึงแม้จะค่อยดูบอลก็เหอะแต่ก็พอรู้มาว่าไทยเพิ่งชนะเวียดนามไป 3-0 นี่ก็เลยยิ้มสยามกลับไปแล้วก็รีบออกมาจากตรงนั้นเพื่อรอการกลับมาใหม่ในอีกชั่วโมงครึ่ง เดินมาเพื่อจะหาที่พักก็เลยตัดสินใจเข้าไปในสวนสัตว์ละกันแต่ไม่ได้ซื้อตั๋วเข้าไปดูนะ แค่นักพักอยู่แถวๆก่อนจุดตรวจตั๋ว
                          ถึงเวลาบ่ายครึ่งจึงกลับมายังพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์เพื่อซื้อตั๋ว ได้ตั๋วมาละเดินดูในพิพิธภัณฑ์จนเจอห้องที่เพิ่งเปิดพอดี เป็นห้องที่ใช้สำหรับโชว์หุ่นกระบอกน้ำ มีพนักงานนั่งอยู่ 2 คนจึงเข้าไปถามเรื่องรายละเอียด เค้าบอกว่าต้องรอให้คนดูอย่างน้อย 15 คนถึงจะแสดงได้ อ่อ งั้นก็ขอเข้าไปรอละกัน ไม่อยากเดินแล้ว  แต่พอคุยไปเรื่อยๆเริ่มคุยกันไปเริ่มไม่รู้เรื่อง เพราะพี่พนักงานผู้หญิงบอกว่า you can sit white by ticket letter หืมมม คือไรอะ งง มีปายติดไว้ว่าราคา 35,000 VND กับ 50,000 VND เป็นภาษาเวียดนามอ่านไม่ออกแต่เดาว่าต่างชาติหรือผู้ใหญ่น่าจะ 50,000 ดอง หรือ ประมาณ 80 บาท โอเคซื้อ 2 ต่อค่าชมพิพิธภัณฑ์กับค่าชมหุ่นกระบอก โอเค เข้าใจได้ นี่ก็พยายามถามราคาเท่าไหร่เจรจากันอยู่นานด้วยท่าทีที่เริ่มหงุดหงิดของพนักงานและเจรจากันไม่รู้เรื่องสักที งั้นก็ยกธงขาวก่อนละกัน มานั่งพักรอคนอื่นเข้าไปค่อยตามไปอีกที แต่ก็กลัวคนเต็มอีกต้องรอนาน ประจวบกับมี รปภ เดินมาแถวนั้นพอดี จึงไปขอความช่วยเหลือจาก รปภ ว่าต้องทำยังไงถึงจะเข้าไปดูได้ รปภ ก็บอกว่าซื้อตั๋วแล้วก็เข้าไปดู นี่ก็บอกไปคุยกับเค้าไม่รู้เรื่อง จะซื้อเค้าไม่ให้ซื้อ พี่ รปภเลยพาไปที่โต๊ะขายตั๋ว พี่พนักงานผู้หญิงก็พูดประโยคเดิมอีก งงอีก นางจึงหยิบปากกาขึ้นมาเขียนด้วยประโยคที่ว่า you can sit wait buy ticket later อ่ออออออ อ๋ออออออ อย่างนี้นี่เอง wait เป็น white นี่ไปไกลเลยนะ เอาล่ะ เข้าใจตรงกันละ ไปนั่งรถคนมาละกัน ผ่านไป 15 นาที มีฝรั่ง 2 สาวมาตรงโต๊ะขายตั๋วพร้อมเจอกับประโยคที่พี่ผู้หญิงพูดกับเราเมื่อกี๊ ฝรั่งรู้เรื่องว่ะ เอ้า กูโง่เหรอเนี่ย แต่ฟังเป็น white จริงๆนะ ช่างเหอะ รอต่อไป เพราะยังไม่มีใครมาเพิ่ม ทางคณะหุ่นก็เปิดเพลงเป็นระยะๆ รอๆ แล้วก็รอ ฝรั่ง 2 สาวออกไปแล้ว เรา 2 คนยังคงรออยู่ รอๆๆ รอจนพูดขึ้นมาว่า เท ละกัน โอเค เท
ให้ฉันรอแล้วได้อะไร ให้ทนรอขอมากไปมั้ย บายจ่ะ หุ่นกระบอกน้ำ บายยยยยยยยย

                  อกหักจากหุ่นกระบอกน้ำมาก็ถึงเวลาที่เราต้องเข้มแข็งและลุกขึ้นเดินต่อ ไป๊!! ลองเสิร์ชสนามบินใน map จากตรงนี้ดูซิ  8 กิโลจ้า เดินไม่ไหวโน๊ะ พับเรื่องเดินไว้ก่อน รถเมลล์ก็ไม่น่าจะผ่านทางนี้ ทางเดียวก็คือเดินกลับไปตรงตลาด Ben Tahn เพื่อขึ้นรถเมล์ จากที่นี่ไปตลาดก็ราว 4 กิโลได้ เอาล่ะกลับไปยืนที่เดิม back to basic กันเถอะ 
                     กลับมายืนที่เดิม ที่ที่คืนคุ้นตา มาถึงก็ไม่รู้จะไปทางไหน สนามบินไปทางไหน ถามอีก ถามมมม เจอป้าตรงร้านขายของกำลังบอกทางนักท่องเที่ยวอยู่ ถามป้าต่อเลยละกัน ป้าบอกว่าให้เดินตรงไป นี่ก็เข้าใจว่าต้องไปรอตรงป้ายรถเมล์ไปถึงป้ายรถเมล์ก็ดูว่าไม่มีวี่แววรถจะมา กลับมาถามพี่ที่ขายของอีกคน เค้าบอกว่าน่าจะเป็นตรงที่มีรถเมล์เยอะตรงนู้น เดินหามาเรื่อยๆจนมาเจอเป็นเหมือนสถานีรถเมล์ จะเห็นป้ายสายรถเมล์ต่างๆซึ่งสายที่ไปสนามบินก็คือ 152 เจอป้าย 152 ละ เพื่อความแน่ใจลองถามน้องผู้หญิงน่าจะเป็น ม ปลาย ดูซิว่าใช่รถไปสนามบินรึเปล่า น้องไม่ตอบแต่มีพี่ผู้ชายที่นั่งถัดไปจากน้อง ตอบว่าใช่ โอเคขึ้นไม่ผิดแน่นอน ขึ้นไปก็มีกระเป๋ารถเมล์มาเก็บเงิน คนละ 5,000 ดอง หืม อาจจะฟังผิด ถามอีกครั้งหนึ่ง 5,000 ดอง 8 บาท ห่ะ 8 บาทเองเหรอ แล้วที่นั่งแท็กซี่จากสนามบินมานี่ล่ะ 800 ปกติถ้าเปรียบเทียบค่าแท็กซี่กับรถเมล์บ้านเรา แท็กซี่จะแพงกว่าประมาณ 10 เท่า แต่นี่ 100 เท่าเลยหรือ เลยฟรืออ่ะ เลยฟรืออออ โอเค ที่แล้วมาก็ขอให้แล้วกันไปโน๊ะ สงบสติอารมณ์ นั่งกินลมชมวิวต่อไปจนมาถึงสนามบิน แต่ก่อนรถจะเลี้ยวไปส่งในสนามบิน พี่ผู้ชายที่บอกว่า ใช่รถไปสนามบิน หันมายิ้มแล้วถามว่า จะไปสายการบินภายในประเทศหรือระหว่างประเทศ ก็บอกไปนานาชาติเค้าก็เลยบอกว่าอย่าเพิ่งลง โอเคเชื่อพี่ จากนั้นพี่เค้าก็ถามต่อมาจากที่ไหน พี่ผู้ชายอีกคนที่มาด้วยกัน(เพิ่งมาเจอกันก่อนจะขึ้น) เดาขึ้นมาก่อน ฟิลิปปินส์ ยังทันตอบ พี่เค้าก็เดาอีก ไทยแลนด์ ใช่ๆ ไทยแลนด์ พี่เค้าไม่ได้ถามไรต่อจนมาลงสนามบิน พี่เค้าก็ชวนคุยต่อ มาเวียดนามกี่วันแล้ว นี่บอก 3 วัน ถามว่าไปเป็นไงบ้าง ก็บอกไปอีกดี เมืองน่ารัก และก็ถามพี่เค้ากลับไปพี่จะไปไหน พี่เค้าบอกว่ามาเอารถอะไรสักอย่าง ต่างคนต่างรีบก็เลยไม่ทันไรมาก แล้วพี่เค้าก็ชี้ให้ว่าสายการบินระหว่างไปทางนี้ แล้วก็แยกย้าย จบทริป!
สรุปค่าใช้จ่าย 1 คน

ค่าเดินทาง (ระหว่างและในประเทศ)
             ประมาณ 3,000 บาท
ค่าอาหาร (7 มื้อ + ของฝากเล็กน้อย)
              ประมาณ 700 บาท
ค่าอื่นๆ (ค่าซิม ค่าเข้าชม ค่าโปสการ์ด )
              ประมาณ 250 บาท



วันอาทิตย์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

เที่ยวด้วยลำแข้ง : เวียดนาม 2 เมือง 3 วัน 4 พันบาท (รวมตั๋วเครื่องบินไป-กลับ) Part 1

   


   ก่อนอื่นต้องบอกว่านี่เป็นการเขียนบล็อกครั้งแรกในชีวิตและไม่ใช่การรีวิวสถานที่ท่องเที่ยวแต่เป็นการเล่าประสบการณ์การท่องเที่ยวแบบฉบับของเราเองเป็นการเที่ยวแบบไม่มีแพลนอะไรมากตั้งแต่การจองตั๋วละทริปนี้เกิดจากการจองตั๋วไปกลับดอนเมือง โฮจิมินห์ได้ในราคา 1,590 บาท ซึ่งจองตั้งแต่เดือนกรกฎา โดยได้วันที่ 5-7 พ.ย. ตอนนั้นยังไม่รู้เลยว่าจะติดเรียนหรือสอบอะไรรึเปล่าแต่ด้วยความที่เน้นของถูกเข้าไว้เลยตัดสินใจจองเลยละกันจองคนเดียวเซ้ลฟ์มากก!! อยากมีทริปคนเดียวสักทริป แต่เอาเข้าจริงพอเริ่มอ่านรีวิวต่างๆแล้วเริ่มรู้สึกหวิวๆ พยายามหว่านล้อมคนโน้นคนนี้ให้ไปด้วยกันจนในที่สุดก็ได้เหยื่อมาหนึ่งคนนั่นก็คือนางฟ้าคนเดิมโมเดลของเราผู้ที่ยอมจ่ายค่าตั๋วแพงกว่า7ร้อยเพื่อไปด้วยกันซึ้งใจจริงๆทริปนี้เป็นทริปผัวเมีย (ฟ้าผัว) โดยมีแฮชแท็กคือ #chatfahhaehatrip และแล้ววันที่รอคอยก็มาถึง

เราเองกับกระเป๋าคู่ใจ ทั้งทริปเอาไปแค่นี้ พอ!


เพื่อนร่วมทริป : นางฟ้าคนเดิมโมเดลของเรา
               เริ่มต้นทริปด้วยการขึ้นเครื่อง แค่เริ่มต้นก็มีเรื่องเล่าแล้ว  เรื่องมันมีอยู่ว่าเนื่องจากชัชฟ้าไปเช็คอินพร้อมกันเลยได้นั่งข้างกัน ซึ่งเป็นที่นั่ง A และ B พอไปถึงที่นั่ง อ้าว!ที่นั่งติดหน้าต่างซึ่งเป็นที่นั่ง A มีคนนั่งว่ะ เป็นผู้หญิงวัยทำงานน่าจะ 20ปลายๆ  นี่ก็ไม่แน่ใจดูตั๋วและตรงที่เก็บกระเป๋าอีกที เอาล่ะ รูปหน้าต่างติดกับ A สุดละ คราวนี้ จิตวิญญาณแห่งการพิทักษ์สิทธิ์มาเต็มก็เลยพูดออกไปว่า โทษนะครับ ตรงนั้นที่นั่ง A ของผมนะครับ นางหันมาแล้วตอบกลับว่า A ตรงนู้น พร้อมชี้ไล่จากที่นั่งริมมาเดินมาหน้าต่างว่า “ A B C ” หืมมม!(ในใจ) หันไปซุบซิบกับเพื่อน “A มันริมหน้าต่างจริงๆนะ เพื่อความชัวร์เลยไปถามแอร์ต่อหน้าพี่เค้าอีกทีและได้ความมาว่า A คือริมหน้าต่าง โอเค นางยอมแพ้และออกมานั่งตรงติดทางเดินให้ จริงๆนี่นั่งตรงไหนก็ได้นะไม่ได้อยากดูวิวอะไรด้วยแต่เพราะคำว่า พิทักษ์สิทธิ์มันค้ำคอก็เลยต้องทำ ขณะที่พี่เค้าเดินออกมานี่ก็แอบเห็นท่าทางเหมือนเค้าอยากนั่งริมหน้าต่างมาก แอบเห็นความผิดหวังจากการดีใจได้เพียงชั่วขณะ แต่ก็นั่นแหละมาใจองใจอ่อนตอนนี้ก็ไม่ทันแล้วป่ะ นั่งไปสักพัก เค้าก็มองมาทางริมหน้าต่างเรื่อยๆ จนหลุดทำพูดออกมาว่าไปเที่ยวกันเหรอซึ่งคนที่คุยกับพี่เค้าก็คือ อีฟ้า เพราะนั่งตรงกลาง นี่ก็ได้ยินบ้างไม่ได้ยินบ้าง แต่จับใจความได้ว่า พี่เค้าเป็นคนเวียดนามมาอยู่ไทยได้เดือนนึง พูดไทยได้บ้าง (เพราะขณะคุยกันเค้าก็ฟังรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง) บินมาจากอุดรและมาต่อเครื่องกลับเวียดนาม และก็ได้แนะนำตัวอะไรกันไป และได้รู้ชื่อพี่เค้า พี่เค้าชื่อ เดฟ ถือเป็นเพื่อนร่วมทางคนแรกของทริป ให้รู้สึกว่าทริปนี้มันนี้มันเปิดเปิดรับประสบการณ์เปิดรับคนใหม่ๆ มันเริ่มเป็นการเดินทางที่หลุดออกมาจากอุดมคติของเราแล้วล่ะสิ
พี่เดฟ หญิงสาวชาวเวียดนามที่ทำให้เรารู้สึกผิดในการพิทักษ์สิทธิ์

          หลังจากแยกย้ายกับพี่เดฟแล้ว ก็ถึงเวลาที่เราต้องออกไปเผชิญสิ่งต่างๆกัน 2 คนแล้วสินะ เริ่มจากแลกเงินดองก่อน เราแลกเงินไทยเป็นดอลล่ามาจากดอนเมืองคนละ 3,000 บาทแล้วตั้งแต่ดอนเมืองได้ 83 ดอลล่า ก็เลยเอาเงินดอลล่ามาแลกเป็นดอง (VND) แลกคนละ 60 ดอลล่า ได้เงินดองมาประมาณ 1.3 ล้านดอง (1 บาท≈630 ดอง) แลกแล้วก็ไปซื้อซิม (ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า ทริปนี้เป็นทริปหารสอง ทุกอย่างหารเท่ากันทั้งหมด) นี่เคยอ่านรีวิวเกี่ยวกับการหาซื้อซิม ราคาประมาณเท่าไหร่ ซิมไหนใช้ยาก แต่พอไปถึงด้วยความที่ถึงประมาณ 3 ทุ่ม บรรยากาศดูมืดๆ ไฟไม่ชวนให้เดินเลือก แต่ร้านขายซิมยังเปิดอยู่หลายร้านราคาส่วนใหญ่ก็มีตั้งแต่ 180,000 – 350,000 VND ข้างๆก็จะเป็นบริการเรียกแท็กซี่ หรือบางร้านก็เป็นร้านควบกัน สุดท้ายก็หยุดอยู่ร้านนึง เค้าก็มีให้เลือกหลายราคา สรุปได้มาราคา 190,000 VND หรือประมาณ 300 บาท ได้ซิมแล้วก็ไปหาแท็กซี่ ระหว่างเดินหาก็มีคนขับแท็กซี่มาถามไปไหน นี่ก็บอกว่าไป Vietsea รถบัสไปดาลัต เค้าก็งงๆเลยเปิดรูปที่เซฟมาจากพันทิพให้เค้าดู เค้ารู้และเสนอราคามา 8 ดอลล่า 15 นาทีถึง คิดในใจเกือบ 300 เลยหรือ ลองต่อดูละกัน 6 ดอลล่าได้มั้ยพี่เค้าส่ายหน้าและบ่นนิดหน่อย นี่ก็ยื่นไปอีก 7 ดอลล่าล่ะ นางลังเลแต่ก็ตกลงในที่สุด ก็พาเราไปขึ้นรถซึ่งเป็นรถยนต์ธรรมดาไม่มีป้ายหรือสัญลักษณ์อะไรที่บอกว่าเป็นแท็กซี่ ขึ้นแล้วรถก็ออกไป กำลังจะออกจากสนาบิมอยู่ละ พี่คนขับก็หยุดแล้วบอกว่า มันต้องจ่ายค่าผ่านทางหรืออะไรสักอย่าง ตอนแรกฟังเป็นหมื่นดอง นางก็บอกไม่ใช่ ก็ถามไปถามมาคุยกันไม่รู้เรื่อง นางเลยขอดูเงินในกระเป๋าที่มี สรุปก็ไม่มีอยู่ดี ก็เลยไม่รู้ว่าเท่าไหร่ นางก็พูดว่า change นี่ก็เข้าใจว่านางจะพาไปแลกเงิน สรุปให้เปลี่ยนคันจ้า โดนแท็กซี่เทจ้า นางมาส่งที่เดิมแล้วชี้ไปบอกว่า taxi meter โอเค เปลี่ยนก็เปลี่ยนเพราะดูเหมือนว่าจะไม่หยุดอยู่ที่ 7 ดอลล่าแน่ๆ อ่านรีวิวมาก็บอกว่าประมาณ 150 กว่าบาท ลงจากรถก็ไปตามที่พี่คนขับบอกให้ไป ไป เหลือบไปเห็นมี 2 จุดที่คนเรียกแท็กซี่อยู่ แวะจุดแรกมีพนักงานใส่ชุดสีเขียวอยู่ 2 คน นี่ก็เอารูปให้เค้าดูเค้าพยักหน้าแต่ก่อนเค้าจะเรียกแท็กซี่ให้ก็ขอดูบัตรอะไรสักอย่าง ซึ่งไม่มีก็เลยต้องมาอีกจุด เพื่อเรียกแท็กซี่เอง มาถึงปุ๊ปก็มีแท็กซี่มาจอดดีลกันเสร็จสับก็จัดการขึ้นรถไป พี่คนขับเป็นคนอารมณ์ดี ชวนคุยตลอดทาง ถามว่ามาจากไหน นี่ก็บอกไปไทยแลนด์ ถามว่ามาครั้งแรกเหรอ ใช่ครั้งแรก ขอดูรูปตลอดเพื่อความมั่นใจว่าจะไม่ไปส่งผิดที่พอแน่ใจก็ไปโลดเลยจ้าขับไปสักพักพี่เค้าก็บอกว่าสามารถเปิดหน้าต่างชมบรรยากาศรอบๆได้นะนี่ก็เปิดเลยจ้าเสียงแตรมาเต้มมมมบรรยากาศคึกคักมากจนต้องหยิบมือถือมาถ่ายคลิปเล่นกันสองคนและทันใดนั้นแผนที่คิดกันไว้ว่าจะเช่ามอไซด์ขับเล่นกันที่ดาลัดก็ต้องพับไปก่อนเพราะที่นี่เค้ารับรถกันคนเลนกับบ้านเราและดูจำนวนมอไซด์ที่เยอะกว่ายุง ลองเปลี่ยนเป็นการเดินดูมั้ย และที่อ่านรีวิวมาก็บอกว่าสถานที่ต่างๆใกล้ๆกัน ประมา20นาทีที่เราอยู่บนรถในที่สุดเราก็มาถึงที่หมายของเรานั้นคือบริษัทรถบัสที่เราจะไปดาลัดนั่นเอง รถจอดปุ๊ปนี่ก็เหลือบไปมองมิตเตอร์เป็นเลข4ตัว 3030 ตั้งแต่ขึ้นรถมาก็เห็น 110 ถามพี่คนขับก็บอกว่า 3แสนดอง มี 0 อีก 2 ตัว อ่อ ก็โอเค แพงอยู่กำลังจะหยิบเงินให้พี่เค้าก็มีใบสลิปขาวๆอีกหนึ่งใบมาให้ข้างล่างเป็นเลข200,000VNDนางบอกเป็นค่าธรรมเนียมจากสนามบิน เอิ่ม เพื่อความแน่ใจลองถามอีกทีสิ๊ ตกลงทั้งหมด 5 แสน นางพยักหน้า โอเค๊! เอากล้องมาถ่ายมิตเตอร์ไว้หน่อยละกันถ่ายเสร็จนางก็หันมาชวนคุยให้ระมัดระวังกล้องด้วยอาจจะมีคนมากระชากไปจากคอ และก็ให้สำรวจสิ่งของต่างๆให้แน่ใจว่าจะตกหล่นอยู่บนรถนาง นี่ก็จ่ายเงินไปเสร็จ ลงมาจากรถลองคิดเป็นเงินไทยซิเอา500,000หาร630 เท่ากับ 793 ว่ะ เค้าว่างี้ อิห่า!สติมาเลยจ้า โดนหลอก! โดนโกง! อิชิบหายระยะทางจากสนามบินมานี่ใกล้กว่าฟิวเจอร์มา ม. อีก ครึ่งล้าน!!! บ้าไปแล้ว!! เฮ้ลโหลววว!!! เฮลโล ฟอร์ม ดิ อาเทอะ ไซด์ แต่จะทำไงได้ล่ะ นางไปแล้ว หมุ่ย!! ไม่บายใจ!! First impression เสีย ภาพตัวเองตอนคุยบนรถแท็กซี่ด้วยท่าทียิ้มแฉ่งที่บอกว่า ไอคัมฟอร์ม ไท่แลนนน เยส อิส ทิส เดอะ เฟิร์ส ทามมมลอยเข้ามาในหัว จ้า!!! บอกเค้าหมดเลยโน๊ะ รู้สึกเกลียดหน้าตัวเองที่สุดก็ตอนนั้นแหละ  
first impression กับ ค่าแท็กซี่ครึ่งล้านดอง


           “ช่างเหอะเสียงจากเพื่อนรูปทริป โอเคดึงสติกลับมาก่อนไปจองตั๋วไปดาลัดก่อน ไปเจอของ Vietsea นางบอกมีรถถึงเที่ยงคืนราคา13ดอลล่า(ในรีวิวบอกว่า 12 ดอลล่า และก็ของ Phuong Trangถูกกว่า)ก็เลยส่งยิ้มให้พนักงานไปหนึ่งทีและก็เดินออกไปหาที่ถูกกว่าเพราะเพิ่งบอบช้ำจากค่าแท็กซี่ครึ่งล้านมาทำให้เราต้องหาสิ่งที่ถูกกว่าให้ได้ข้างๆเป็นบริษัทสีฟ้าๆเห็นป้ายมีคำว่าดาลัดเลยเข้าไปถามดูนางบอกว่ามีรถอีกทีตอน7โมงเช้าเดินกลับมาผ่าน Vietsea ไปเจอ  Phuong Trang เข้าไปถามนางบอกว่ารถหมดแล้วเอาล่ะหิวก็หิวอยากหาไรกินสวยๆแถวนี้ก็เลยตัดสินใจกลับไปตายรังละกันโน๊ะกลับมาVietseaพนักงานที่เรายิ้มแปลกใส่ไป1ทีไม่อยู่แล้วเค้าท์เตอร์โล่งชิบห!!!ยังอุทานในใจไม่ทันจบก็มีพี่ผู้ชายมาถามว่าจะไปไหน ก็บอกไปว่าจะไปดาลัดคืนนี้ นางก็เลยเข้าไปในเคาท์เตอร์เพื่อโทรติดต่อให้ และได้ความว่า รถหมดจ้า ชิบหายยย!!!  เอาไงดี เพิ่งโดนโกงมา รถจะไปดาลัดก็ไม่มี หมดกัน ภาพที่ฉันวาดไว้ จะต้องอยู่ในโฮจิมินห์เพื่อรอเวลากลับไทยอีก 2 วันอย่างหงอยๆหรือ เลยหรืออ เลยฟรือออออ!!!! ทันใดนั้นก็มีเสียงสวรรค์จากพี่ผู้ชายคนเดียว ให้พบแนะนำอีกที่นึงมั้ยโอเคเลยพี่และก็เดินตามนางไป เอ๊ะ!คุ้นๆนางพามา Phuong Trang เอิ่ม เพิ่งมาเมื่อกี๊หนิ เค้าบอกรถหมดด้วยพี่ผู้ชายคนนั้นก็เข้าไปคุยกับคนที่บอกเราว่ารถหมดคุยกันสักพักก็หันมายิ้มแล้วบอกว่าโอเคมีรถ หืมมมมมมมม (ในใจ) ยังไงเนี่ยเพ่ไหนบอกทีแรกรถหมด (ในใจ) เอาล่ะ ไม่พูดพร่ำทำเพลงจัดไป 2 ที่ ราคาที่ละ 13 ดอลล่า รถออก 5 ทุ่มเหลือเวลาอีก 40 นาที หาไรกินก่อนละกัน เดินไปส่วนใหญ่เป็นร้านเหล้า จะเดินไปอีกก็กลัวตกรถ เดินกลับมาเจอมินิมาร์ทเลยตัดสินใจเบาๆละกันโน๊ะ รองท้องไปก่อนเดี๋ยวก็นอนละจัดมามาม่าและนมถุง(ต้องเป็นนมถุงแบบกระดาษเท่านั้นเพราะไทยไม่ค่อยมี) ในราคา 20,000 VND ประมาณ 31บาท นั่งกินไปด้วยความขมขื่นพยายามไม่คิดเรื่องค่าแท็กซี่ ถ่ายรูปเล่นไปไรไป จนถึงเวลาที่รถมาถึงก็ขึ้นไป เป็นรถนอน 2 ชั้นก่อนถึงต้องถอดรองเท้าโดยเค้าจะมีถึงให้ใส่รองเท้าและที่เก็บตรงบริเวณข้างๆที่นอนของตัวเองรถแล่นออกไปสักพักก็หันมามองเพื่อนร่วมทางที่กำลังจะหลับ นางหันมาก็เป็นอันรู้กันว่า คิดเรื่องเดียวกัน ไม่บายใจนี่ก็พูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงแบบหงุดหงิด ช่างมันเหอะ เป็นค่าประสบการณ์ละกันโน๊ะด้วยความไม่สบายใจกันทั้งคู่ก็เลย ผลัดกันบ่น ผลัดกันปลอบ จนพอใจละแยกย้าย นอนโน๊ะ ตัดมาที่บรรยากาศในรถค่อยข้างร้อน เพราะไม่ได้เปิดแอร์ (มารู้ที่หลังมาว่าสามารถเปิดจากข้างๆตัวเองได้) ทางไปดาลัดต้องขึ้นเขาและค่อนข้างคดเคี้ยวมากโค้งขนาดไม่เห็นบรรยากาศข้างทางยังรู้สึกถึงแรงเหวี่ยงในการซัดโค้งได้อย่างสะพลึง จนนอนไม่หลับ แต่ในที่สุดเราก็มาถึงดาลัดจนได้ในเวลาประมาณตีหน้าครึ่ง
บรรยากาศในรถ อยู่สวยมะ อยู่สวยยยย นิ
            ลงมาจากรถดาลัดต้อนรับเราด้วยอุณหภูมิ 17 องศา แม่เจ้า!! ไม่ได้สัมผัสอากาศหนาวๆแบบนี้มานาน มันหนาวดีจริงๆ เนื่องจากทริปนี้ไม่มีการจองโรงแรมใดๆทั้งสิ้นเพื่อให้เข้าคอนเซป No Stay Live Strong Save Stang การจะอาบน้ำก็มีเพียงห้องน้ำสาธารณะหรือตามสถานีต่างๆเท่านั้นว่าแล้วก็ไปดูห้องน้ำที่นี่ละกันจะได้อาบน้ำไปเข้าไปห้องน้ำ เออะแค่สายฉีดก้นยังไม่มีเรื่องอาบน้ำก็ลืมไปก่อนละกันโน๊ะอากาศของหนาวในเบื้องต้นก็ล้างหน้าล้างตาไปก่อนละกัน ทำภารกิจส่วนตัวเสร็จก็ได้เวลาออกไปพบโลกกว้างแล้วล่ะก่อนออกไปแวะจองตั๋วขากลับไว้ก่อนละกันกลัวรถหมดอีก จองไว้ห้าทุ่มเหมือนเดิมซึ่งราคาแค่ 220,000 VND หรือประมาณ 350 บาท ซึ่งถูกกว่าขามาตั้งร้อยนึง อาจจะเพราะพอคิดเป็นเงินดอลล่าเรทมันเลยสูงกว่าเดินออกจากสถานีรถบัสในช่วงที่หมอกค่อยๆจางทำให้เห็นเมืองข้างล่างที่ดูด้วยตาก็ไม่น่าจะใกล้มั้ง เดินได้ก็เลยโอเค เดินกันเถอะ เริ่มจากเดินขึ้นไปข้างบนไม่ไกลมากนักก็เจอจุดที่สามารถมองเห็นเมืองทั้งเมืองได้เห็นหอไอเฟลดาลัด(มีคนบอกว่าดาลัดเปรียบเสมือนฝรั่งเศสแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)ไม่ไกลลลเดินได้เพราะฉะนั้นแผนการท่องเที่ยวของเราแบบเด็ดขาดก็คือการเดิน
นั่นไงหอไอเฟล เดินไปได้มะ เดินไปด้ายยยย

              เราจึงตัดสินใจเดินลงไปในเมืองเพื่อไปยังหอไอเฟลเป็นการตั้งหลัก น่าจะไปที่อื่นๆได้ง่าย ระหว่างทางเดินลงก็กินลมชมวิวกับบรรยากาศข้างทางของเมืองแห่งดอกไม้แห่งนี้ด้วยความที่ยังเช้าอยู่และลักษณะภูมิประเทศที่เป็นเนินเขาเราจึงไม่ค่อยเห็นรถบนถนนเยอะเท่าโฮจิมินห์ตอนแรกเราวางแผนกันไว้จะลงไปหาอะไรกินในเมืองแบบข้างทางอารมณ์ประมาณแบบยุโรป กินไปชมเมืองไปจิบชาร้อนๆ แต่ด้วยความหิวนิดๆบวกกับเดินผ่านร้านร้านนึงเป็นร้านเล็กๆน่าร่ารักๆมีเพิงยื่นออกมาบนฟุตบาทนิดนึง มีโต๊ะเล็กๆ ก็เลยตัดสินใจร้านนี้ละกัน เดินดุ่มๆเข้าไปในร้านสั่งไงล่ะ ถามเป็นภาษาอังกฤษเค้าก็อธิบายไม่ถูกเลยไปชี้ตรงโต๊ะคนที่กำลังกินอยู่รอบนี้ฟ้าเป็นคนดีลได้ความมาว่านางขาย2อย่างคล้ายๆก๋วยเตี๋ยวน้ำกับก๋วยเตี๋ยวลุยสวนเวอร์ชั่นยังไม่ห่อและในที่สุดฟ้าเจ้าแม่สวัสดิการของเราก็สั่งมาจนทั้งสองอย่างแบ่งกันกินและหารเท่า รสชาติก็อร่อยดีนะแต่เนื้อที่กินนี่สิไม่รู้ว่าเป็นเนื้ออะไรแต่ความรู้สึกมันบอกไม่น่าจะใช่หมูหรือไก่ หรืออาจใช่แต่คนละสายพันธุ์กับบ้านเราแต่ช่างมันเหอะฟ้าบอกว่าผู้ไม่รู้ไม่ผิดกินไปแล้วทำไงได้ล่ะที่นี่จะตั้งน้ำชาไว้ให้บริการตัวเอง ชาที่นี่หอมมากจิบชาหอมๆบรรยากาศหนาวนี่ฟินเลยนะทั้งหมดนี้ราคา50,000 VND หรือประมาณ 80 บาทตกจานละ40ถือว่าคุ้มค่ากับปริมาณและรสชาติ
ร้านเล็กๆ น่ารักๆ
อาหารมื้อแรกของเรา เนื้ออะไรก็รู้ กินๆไปเหอะ

               กินเสร็จก็ได้เวลาออกเดินทางกันต่อเป็นการเดินที่ไม่มีแผนที่เดินไปเรื่อยๆ เห็นเมืองอยู่ตรงนั้นแต่หาทางลงไม่ได้จนเดินไปถึงทางแยก ก่อนถึงแยกก็มีสัญลักษณ์ที่เราบอกให้ช่วยกันจำก็คือโชว์รูมมาสด้าถึงตรงนั้นมันเปรียบเสมือนทางแยกวัดใจเราต้องเลือกเดินเหลือบไปเห็นต้นไม้ใหญ่ๆเป็นแนวยาวเกาหลีๆตรงแยกบนสุดก็ไปทางนั้นละกันน่าจะเห็นวิวและมีที่ถ่ายรูปสวยๆเดินไปสักพักผ่านผู้หญิงคนหนึ่งท่าทางเหมือนกำลังรอรถและในแล้วเธอก็เดินตามเรามาพร้อมหัดมาพูดภาษาเวียดนามซึ่งฟังไม่ออกและก็เดินไปเรื่อยๆเธอก็เดินตามมาอีกพร้อมทั้งกระเป๋าและถุงใบใหญ่2ใบท่าทางเหมือนต้องการความช่วยเหลือนี่เลยทำท่าทาวกลับไปประมาณว่าให้ช่วยถือมั้ยเธอพยักหน้าและส่งถุงมาหนึ่งใบฟ้าจึงถือกันคนละข้างข้างนางใส่อะไรไว้ไม่รู้ข้างบนเป็นถุงพลาสติดหนาๆเป็นพับๆแต่ที่รู้มันหนักมากเดินมาได้สัก300เมตรเธอก็กล่าวขอบคุณและแยกย้ายจากเราไปโดยข้ามไปอีกฝั่งก็นึกว่ามีคนมารับหรือถึงจุดรอรถอะไรแล้วที่ไหนได้เธอยังเดินต่อไปเรื่อยๆจนเราไปถึงทางแยกอีกเธอก็เดินตรงต่อๆไปพร้อมสัมภาระอันหนักเหล่านั้นเราเดินมองคุณป้าคนนั้นมาจนถึงจุดที่เราคิดว่าเราต้องตัดสินใจอีกแล้ว พอดีเห็นน้องผู้หญิงคนหนึ่งน่าจะยังเรียนอยู่ ม.ปลายเดินข้ามถนนมาก็เลยถามน้องเค้าไปว่าถ้าตรงไปนี่จะเจออะไรบ้านน้องบอกว่ามันไม่มีอะไรเลยฟ้าเลยหยิบแผนที่ท่องเที่ยวที่โหลดไว้ในมือถือมาดูเผื่อจะช่วยอะไรได้บ้าง ในแผนที่มีหอไอเฟลอยู่ก็เลยชี้ให้น้องดูบอกว่าจะไปได้ยังไงน้องบอกต้องเดินกลับไป อ้าว!กรรม! เดินมาตั้งไกล ทำไงดี? กลับก็กลับ เดินมาไม่ถึง 2 เมตรก็ไม่สบายใจอีกแล้วเดินมาจะสุดจะยอมแพ้ได้ไง ไป้!!! 
เกาหลีพอมั้ยล่ะ? อิชิบหาย! เกือบตายเพราะป่าเกาหลีแล้ว ฮ่าๆๆ

   ตรงแยกลองเลี้ยวซ้ายละกันเผื่อมีทางลงไปในเมืองได้ก่อนจะเลี้ยวน้องผู้หญิงคนนั้นยังยืนอยู่เลยหันไปยิ้มให้น้องแล้วบอกว่าพี่ขอลองสำรวจดูละกันเลี้ยวมาปุ๊ปเป็นหมู่บ้านเดินเลาะมาเรื่อยๆจนถึงทางแยกอีกแล้วมองไปทางซ้ายเห็นหอไอเฟลแต่ก่อนจะเดินลงเห็นเป็นตึก1ชั้นดูเก่าๆข้างๆคล้ายเอาท์เล็ตมีลานจอดรถเลยคิดกันว่าน่าจะลองไปตรงนั้นดูพอมาถึงทางแยกก็ต้องตัดสินใจว่าถ้าไปซ้ายเจอหอไฟลไปขวาเจออะไรก็ไม่รู้แดดเริ่มร้อนก็เลยพักก่อนละกันโน๊ะมีแรงละไปทางซ้ายละกันในแผนที่บอกมีทะเลสาบด้วยไปนั่งพักผ่อนไปตั้งหลักละกัน เช่นเคยเดินไปซ้ายได้200เมตรเปลี่ยนใจไปขวาก่อนละกันและเราก็เจอสิ่งที่เราเห็นมาข้างบนเข้าไปดูให้เห็นสรุปนางคือสถานีรถไฟมีรถไฟจอดอยู่ก็คิดว่าคงเป็นสถานที่มาถ่ายรูปเล่นแหละมั้ง บนรถไฟมีร้านขายน้ำด้วย มีการตกแต่งด้วยไม้ จัดไฟจัดแสงได้สวยน่านั่งพักฉ่ำๆ ไปถ่ายรูปก่อนละกันค่อยกลับมานั่งพักฉ่ำๆพอถ่ายรูปเสร็จก็มานั่งฉ่ำๆสวยๆสั่งชากับโยเกิร์ตใส่น้ำแข็งมาแก้วละ15,000VNDหรือประมาณ 24 บาท ฉ่ามมม 
มันเลิศนะคะคุณ
ยังฉ่ำไม่ทันสุดก็ได้ยินเสียงรถไฟติดเครื่องและเสียงก็เลยถามคนขายว่ารถไฟจะไปไหนนางบอกไป 7 กิโลแล้วกลับมาถ้าไปยังทันไปซื้อตั๋วข้างหน้าเอาล่ะมาถึงที่ละไปหน่อยละกันรีบดูดน้ำเก็บสัมภาระแล้ววิ่งไปซื้อตั๋วได้ตั๋วมาในราคาคนละ 124,000 VND หรือประมาณ 197 บาทจากนั้นก็ขึ้นรถไฟท่องเที่ยวของเราไป บรรยากาศรอบทางก็ไม่มีไรในมากนะแต่ทีเด็ดคือบนรถมีพนักงานบริการกาแฟอยู่ตรงช่วงรอยต่อรถเห็นคนเค้ากินกันก็ไปเอามากินมั่งพิทักษ์สิทธิ์อีก ซื้อตั๋วแล้วต้องเอาให้คุ้ม กาแฟเป็นกาแฟร้อนในแก้วเล็กๆ แต่ความเข้มของกาแฟไม่เล็กเลย ตาสว่างทั้งทริปแน่ 
ความคุ้มค่าบนหลักการพิทักษ์สิทธิ์
นั่งรถไฟมาใกล้จะสุดสายพนักงานก็มาบอกว่าจะจอดให้ลงเที่ยว 45 นาทีบริเวณโดยรอบก็จะมีวัด รถไฟจอดปุ๊ป ในเบื้องต้นก็เปลี่ยนชุดหน่อยละกันเพราะชุดที่ใส่เป็นชุดนอนค่อนข้างหนาอากาศร้อนไม่ได้กลัวโดนจับติดว่าไม่อาบน้ำเลยน้าาาา จริงๆ อะเปลี่ยนชุดเสร็จละก็ได้เวลาไปวัดกันเถอะ เข้ามาข้างในก็เป็นวัดจีนชื่อวัดอะไรก็ไม่รู้อ่านไม่ออก มีเจดีย์ที่เป็นศิลปะแบบจีน ขึ้นไปบนเจดีย์สามารถเห็นวิวโดนรอบได้ มันสวยมากสวยจนถ่ายรูปกันจนเกือบหมดเวลาที่เค้าให้ วิ่งสิคะรอไรวิ่งกลับไปสถานีรถไฟวิ่งใกล้ๆจะถึงก็ได้ยินเสียงแตรรถไฟเอ้า!!เร่งสปีดจนมาขึ้นรถไฟทันแล้วก็กลับมายังสถานี เหนื่อยก็พัก อากาศเริ่มร้อนบวกกับพลังงานที่เสียไปกับการวิ่งเมื่อกี๊ก็เลยนั่งพักนับเงินเติมกันแดด วางแผนคร่าวๆ จนถึงแก่เวลาอันสมควรเดินต่อไปตามแผนที่ท่องเที่ยวแล้ว(ซึ่งก๊อบมาจากพันทิพ)เราจะไปเจอทะเทสาบ
วิวสวยจนเกือบตกรถ
เดินจ่ะเดินต่อไป ระหว่างทางเจออะไรทอดๆรูปร่างแปลกๆเลยซื้อถามและได้ความว่านางคือกล้วยและมันฝรั่งถามแล้วก็ซื้อเลยละกันอย่างละชิ้น 10,000 VND เดินมาถึงทะเลสาบนั่งพักใต้ต้นไม้ร่มๆถ่ายรูปถ่ายไรจนพอใจก็ออกเดินทางต่อจ้า เดินมาเจอสวนอะไรสักอย่างมีดอกไม้และต้นไม้เยอะดีแวะหน่อยละกันถ่ายรูปอีกเดินมานั่งที่ศาลาเจอคุณป้า3คนเหมือนกำลังนั่งพักจากงานเหมือนกัน เห็นป้าๆใส่หมวกกันทั้ง 3 คน เป็นหมวกเวียดที่เราอยากใส่และคิดไว้ว่าทริปนี้ต้องได้ใส่ก็เลยลองไปขอคุณป้าดูด้วยภาษาท่าทางป้าก็ให้มาใส่ละขอถ่ายรูปกับป้าสองคนดูเหมือนว่าจะเขินๆกัน จะไม่ยอมถ่ายด้วยบ้าง หัวเราบ้าง แต่ในที่สุดก็ถ่ายด้วยกันและเมื่อถ่ายเสร็จก็ขอดูรูปด้วยความตื่นเต้นและเขินๆดูน่ารักสดใสไปอีกแบบ เป็นอันว่ามิชชั่นในสวนแห่งนี้คอมพลีสแล้ว ข้างๆสวนมีป้ายห้าง BIG C อยู่ อะ เข้าไปตากแอร์ฉ่ำๆหน่อยละกัน ผิดคาด!! ในห้างไม่มีแอร์ แต่ก็ไม่ร้อนมาก เข้าห้องน้ำทำธุระเสร็จก็ลองเดินดูรอบๆ จนขึ้นมาสุดชั้นสามารถออกมาข้างนอกได้ ซึ่งบรรยากาศข้างนอกเย็นกว่าข้างใน เอาล่ะนั่งพักตรงนี้อีกละกัน ดูเหมือนเท้ามันอยากหายใจบ้างแล้วล่ะสิ เอาล่ะ มาถอดถุงเท้ากัน ถอดแล้วก็จัดการทาแป้งให้น้องเท้าหน่อยละกัน เปลี่ยนชุดให้น้องเท้าด้วยจะได้สดชื่นๆ 
ให้ภาพเล่าเรื่องละกัน

               หอไอเฟลอยู่ตรงนั้นเดินต่อไปกันเถอะเดินตามแผนที่มาจนสุดทะเทสาบก็จะเห็นหอไอเฟลที่ตามหา ใกล้ๆจึงรู้ว่านางคือเสาสัญญาณ3Gของค่ายไรสักอย่างนี่ฉันกำลังตามล่าหาเสาสัญญาณหรือนี่แต่ก็เก๋ดีนะพอดูจากมุมที่มีรถผ่านไปมาต่อหน้าจำนวนมากก็อดไม่ได้ที่จะหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายรูปหลายๆมุมเดินออกมาเรื่อยๆก็จะเห็นโบสถ์ไก่อยู่
ไอเฟลแบบใกล้ๆ
         ใกล้ๆในแผนที่ยังบอกเราอีกว่าใกล้ๆจะเจอตลาดโอเคจ้ามีคนเคยบอกว่าเราสามารถเรียนรู้วัฒนธรรมท้องถิ่นได้จากตลาด ไปเลยจ้า ไปเรียนรู้กันแล้วค่อยเดินกลับไปโบสก์ไก่ มาถึงตลาดระหว่างทางก็เจอร้านขายผลไม้เต้มม ผลไม้ยอดฮิตคงหนีไม่พ้นสตรอเบอรี่เคยอ่านริวิวมาเค้าบอกว่าที่นี่ถูกประมาณกิโล30บาทไปเจอร้านนึงแวะถามเค้าบอก 30,000 VND หันมาคุยกัน แม่ค้าเลยพูดว่า สามหมื่นโอเค แสดงว่าคนไทยมาบ่อย แพคเกจจิ่งดูน่ารักเป็นกล่องกระดาษแต่สรอเบอรี่นี่สิดูไม่สดจากไร่บวกกับการหยิบใส่กล่องแบบโยนๆทำให้สุดท้ายเหลือสรอเบอรี่ที่ได้ไปต่อเพียงไม่กี่ลูก เดินเข้ามาในตลาดจะเจอเป็นตลาดสดและขายพวกเสื้อผ้าเสียมากกว่าในแผนที่ยังบอกอีกว่าเราจะเจอซอยขนมเบื้องญวนข้างๆ
ตลาดที่ว่า
            แต่ขณะที่จะไปซอยขนมเบื้อญวณก็ได้สะดุดตากับร้านขายของที่จะมีวางพวกเครื่องในไก่โดยเฉพไข่ที่ยังติดกับตัว ก็ได้เวลาอาหารเย็นแล้วด้วยไงก็เลยร้านนี้ละกัน มีก๋วยเตี๋ยวกับโจ๊ก เช่นเคยอย่างละ 1 กินด้วยกัน ราคาชามละ 20,000 VND บอกเค้าเพิ่มไข่ด้วยก็จ่ายเพิ่มอีก 5,000 รสชาติและปริมาณถือว่าคุ้มค่าแต่ติดตรงที่เค้าจะใส่ใบอะไรสักอย่างลงไป ถ้ากินโดนใบนั้นก็จะทำให้รสชาติเสียด้วยความที่ไม่คุ้นด้วยมั้งแต่โดยรวมก็ถือว่าโอเค การจัดร้านส่วนใหญ่ที่นี่จะเป็นโต๊ะและเก้าอี้ตัวเล็กๆ สังเกตมาหลายร้านละจะเป็นแบบนี้ หรือแม้กระทั่งโถฉี่ก็จะมีการในระดับที่ต่ำกว่าที่ไทยอยู่พอสมควรจึงอนุมานได้ว่า คนเวียดนามเป็นคนตัวเล็ก หมายถึงเฉพาะรูปร่างลักษณะทางกายภาพภายนอกอย่างเดียวนะ ฮ่าๆๆ นอกจากโต๊ะเก้าอี้เล็กๆแล้ว ร้านอาหารโดยเฉพาะร้านน้ำชาจะมีการจัดโต๊ะให้หันออกด้านถนน ตลอดการเดินจะพบเห็นคนเวียดนามนั่งจิบฉาหันหน้าหาถนนบ่อยมาก ถือเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งที่ดูอบอุ่นไปอีกแบบนะ อะมีเรื่องเล่าอีก ตอนกินก๋วยเตี๋ยวนี่ก็กินกันไปได้สักพัก จู่ๆก็มีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น มีค้าและคนอีก 3-4 คนวิ่งมาเก็บโต๊ะเก้าอี้ต่างๆกันอย่างรวดเร็ว เหตุการณ์มันเกิดขึ้นเร็วมากชนิดที่ว่าตลาดร่มหุบต้องมาดูงาน หันไปอีกทีเกลี้ยง ทำไงดีล่ะยังกินไม่เสร็จ พี่ผู้ชายคนที่มาช่วยเก็บร้านก็บอกว่าให้นั่งกินต่อได้นี่ก็กล้าๆกลัวๆ หิวก็หิวเสียดายก็เสียดาย ทันใดนั้นก็มีรถจิ๊บมาหนึ่งคันพร้อมชายชุดเขียว 3 คนลงมา อนุมานได้ว่าน่าจะเป็นเทศกิจซึ่งก็มาเดินตรวจตราต่างๆอยู่สักพักจนพวกเรากินเสร็จก็ยังไม่กลับนี่ก็เลยหันไปหาพี่คนที่มาช่วยเก็บของคนนั้นเพื่อจะจ่ายเงิน ตอนจ่ายนี่รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังกินสิ่งผิดกฎหมายอยู่ต้องแอบจ่ายเงิน นี่ถ้าโดนส่งกลับประเทศเพราะมานั่งกินก๋วยเตี๋ยวคงจะตลกน่าดู
ก่อนเทศกิจลง

หลังเทศกิจลง

          บันเทิงพอแล้วก็ออกสำรวจต่อเป้าหมายต่อไปคือซอยขนมเบื้องญวนซึ่งเดินเข้าไปก็ไม่เห็นมีอะไรเลย หรืออาจจะมาผิดซอย เทละกัน ไปโบสถ์ไก่กันเถอะ เดินมาเรื่อยๆเจอโบสถ์ไก่ซึ่งคิดไว้ว่าถ้าเดินขึ้นไปอีกคงจะเจอกับแยกมาสด้าที่เรามาร์คไว้ตั้งแต่แรก แต่เปล่าเลย ไม่มีทางขึ้นไปต่อช่วงนั้นเป็นช่วงกำลังเลิกเรียนพอดีเราจึงได้มีโอกาสเห็นบรรยากาศเด็กๆเลิกเรียนกลับบ้าน ดูเยอะแต่ไม่วุ่นวาย ไม่มีการลำไยซื้อของกินก่อนกลับบ้าน ในเมื่อหาทางขึ้นกลับไม่ได้ก็แวะไปดูในโบสถ์หน่อยละกัน ก็คล้ายๆโบสถ์ทั่วไปแหละมั้งเลยเดินดูแค่ผ่านๆเพราะจิตใจภวงค์อยู่กับการหาทางกลับ 
โบสถ์ไก่กับบรรยากาศเด็กๆเลิกเรียน
เป็นแฟนกัน สองคนนี้เป็นแฟนกันน

          เอาล่ะทางอยู่ที่ปาก ถามหน่อยละกัน เดินมาเจอพี่ผู้หญิงคนหนึ่งกำลังจะขับมอไซด์น่าจะกลับบ้านเลยถามทางไปสถานีรถบัสโดยเอาตั๋วที่ซื้อไว้ตอนเช้าให้ดูพี่เค้าบอกว่าให้เดินกลับไปเจอตึกเหลืองๆแล้วค่อยเลี้ยวขวาแล้วค่อยไปถามแถวนั้นอีกที มันไกลอยู่นะน่าจะไปแท็กซี่ พี่เค้าเสนอ  โอเค ขอบคุณพี่แล้วแยกย้ายด้วยความงงๆ นึกขึ้นได้เมื่อเช้าถ่ายรูปเอาไว้มันน่าจะขึ้นสถานที่เลยเปิดดูแล้วเสิร์ชสถานที่ในแอพพลิเคชั่นที่แรกว่า map ได้ความว่าห่างจากนี่ 4.6 กิโล โอเค เล็ทโก เดินต่อไป 
ช่วงไทด์อิน ถ้าไม่ได้ map เราก็คงกลับไม่ถูกแน่ๆ
                ในที่สุดเราเดินตามแผนที่มาจนมาถึงแยกมาสด้าที่เรามาร์คไว้ เย้! ไม่หลงโว้ยยยยยย เอาล่ะเดินต่อไปเพื่อนร่วมทางของเราปวดฉี่แล้วล่ะสิซึ่งก่อนจะมานี่นางเพิ่งไปหาหมอมาหมอบอกว่าเธอเป็นโรคกระเพราะปัสสาวะอักเสบ แวะซื้อน้ำร้านค้าละกันแล้วค่อยขอเค้าเข้าห้องน้ำ ไม่พอจ้านางได้คืบจะเอาศอกอยากจะอาบน้ำเออะฟ้าพับเรื่องอาบน้ำไปก่อนละกันโน๊ะ โอเคเสร็จเดินต่อจ้า จนมาถึงสถานีเป็นเวลา 1 ทุ่มนิดๆ ก่อนจะไปนั่งรอก็ได้สอบถามถึงห้องอาบน้ำได้ข้อสรุปว่าไม่มีจ้า โอเคเท รู้เรื่องเอาล่ะรถออกห้าทุ่มไปไหนดี พักก่อนละกันสองทุ่มค่อยออกมาหาไรกิน ระหว่างที่รออยู่นั้นพนักงานก็เอาน้ำชามาเสิร์ฟให้เป็นชาอุ่นๆท่ามกลางบรรยากาศหนาวๆฟินนนสองทุ่มละออกไปหาไรกินกันเถอะ เดินออกมาเรื่อยๆยังไม่เจอร้านหรือโซนของกินอะไรเลย มินิมาร์ทนี่หายากมาก ไม่ต้องพูดถึงเซเว่นนะ เวียดนามไม่มีเซเว่น เจอร้านอาหารดูค่อยข้างเรียบหรูดูแพง ก็ผ่านไปก่อนละกันเดินไปเรื่อยๆก็ไม่เจออีกและรู้เหมือนจะมีคนเดินตามมาก็เดินกลับมาร้านอาหารเมื่อกี๊ละกัน เปิดหาเมนูข้าวที่ถูกที่สุดนั่นก็คือ ข้าวหมูทอด ราคา 70,000 VND ประมาณร้อยสิบบาท โอเค อันนี้แหละ พอเค้ามาเสิร์ฟ อืม คุณภาพและปริมาณไปกับราคาอยู่ ลุยเลยค่ะ เหมือนโหยหิวข้าวมานาน ได้กินข้าวแล้วรู้สึกเหมือนได้กลับบ้าน
ไม่ใช่ข้าวหมูทอดไม่ไก่กานะจ๊ะ
เมืองแห่งดอกไม้แมะ เมืองแห้งดอกไม้ 

 อิ่มละกลับมาสถานีต่อจัดการทำธุระส่วนตัวรอขึ้นรถกลับโฮจิมินห์ปิดจ็อบดาลัดด้วยความอิ่มรู้สึกเป็นผู้พิชิตเหมือนเป็นการลงชุมชนเวอร์ชั่นต่างแดนทริปนี้มันคุ้มแล้วขึ้นรถรถออกปุ๊ปหลับสบายหลับด้วยความเหนื่อยเมื่อยนิดหน่อยแต่พร้อมลุยต่อ ไป๊!!!